ถ้าพูดถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ คนส่วนใหญ่คงนึกถึงอุทกภัยล่าสุดในปี 2554 เพราะความเสียหายและผลกระทบยังอยู่ในความทรงจำของทุกคนแต่ย้อนหลังไปก่อนหน้านั้น 16 ปี ในปี 2538 ประเทศไทยต้องประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง และเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่ทำให้คนไทยได้เห็นพระบารมีและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชในการช่วยพสกนิกรชาวไทยในยามที่วิกฤติที่สุดสัญญาณเตือนภัยเริ่มจากน้ำท่วมขังในหลายพื้นในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเขตที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาวันที่ 18 กันยายน 2538 พายุดีเปรสชันไรอัน ทำให้ฝนตกหนักทั้งในกรุงเทพฯ และในพื้นที่ภาคเหนือ ส่งผลให้น้ำเหนือไหลบ่าลงมา จ่อเข้าท่วมกรุงเทพฯ วันต่อมา 19 กันยายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกประชุมฉุกเฉิน ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทรงอธิบายและวิเคราะห์สถานการณ์ต่อที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการกรมชลประทาน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และองคมนตรี ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำและวิศวกรรมภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพลอดุลยเดชทรงประทับร่วมโต๊ะประชุมแบบล้อมวงรีกับทุกคนได้กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์อีกภาพหนึ่ง ในวันนั้น ทรงอธิบาย ถึงหลักวิชาการ ในแก้ปัญหา และมีพระราชวินิจฉัยในการแก้ปัญหาอย่างละเอียด เพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยรับสั่งให้เร่งดำเนินการภายใน 3 วัน หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทาน แนวทางพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาแก่นายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา ในวันที่ 10 ตุลาคม 2538 จึงมีการขุดลอกคูคลองที่ตื้นเขิน เพื่อให้ระบายน้ำได้เร็วขึ้น จัดหาเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอ จนทำให้การระบายน้ำท่วมขังออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้นและมากขึ้น จนเหตุการณ์ค่อยๆ คลี่คลายลง รวมระยะเวลา ที่เกือบทั้งเมือง จมน้ำอยู่กว่า 3 เดือน
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ยังทรงเสนอแนวคิด ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ด้วยการทำโครงการฟลัดเวย์ เพื่อเป็นทางระบายน้ำ ทั้งการขยายคูคลอง ทำระบบประตูระบายน้ำ ทรงให้ข้อมูลถึงการเวนคืนที่ดิน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และที่ 6 ตามแนวริมคลอง รวมแล้ว 5 หมื่น 6 พันไร่ แต่ปัจุจบันถูกบุกรุก เหลือเพียง 3 พันไร่ ทรงแนะให้รัฐบาลเร่งทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่รุกล้ำพื้นที่คลองสาธารณะ ให้เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ยังทรงแนะนำให้รัฐบาล ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ขัดแย้ง ที่มีการคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนต่างๆ เพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นและการเสียสละเพื่อส่วนรวมที่สำคัญ ทรงเน้นย้ำรัฐบาล ให้ลงทุนทำโครงการป้องกันน้ำท่วม ดีกว่าต้องมาเยียวยาความเสียหายหลังถูกน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำอีก จะเห็นได้ว่าพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านไป 16 ปี สิ่งที่ทรงแนะนำแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาในระยะยาว แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน เพราะต่อมาเหตุการณ์มหาอุทกภัย ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ในปี 2554 ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ผิดไปจากที่ทรงคาดการณ์และให้ตระเตรียม แม้แต่น้อย
ความห่วงใย ของพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อปัญหาการบริหารการจัดการน้ำ ทำให้ทรงติดตามแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสถานการณ์อุทกภัยปี 2538 จะคลี่คลายไปได้ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือก่อนวันเกิดในปีนั้นของพระองค์ ซึ่งควรจะมีเวลาเกษมสำราญ กลับปรากฏว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่พระราชทานวโรกาสให้คณะรัฐมนตรี ข้าราชการและประชาชน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ ศาลาดุสิตดาลัย พระตำหนักจิตลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต กลับกลายเป็นเวทีทรงงานทรงเตรียมแผนที่ อุปกรณ์การบรรยาย พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นวิทยากร บรรยายเรื่องการบริหารจัดการน้ำของประเทศแบบครบวงจร เพื่อต่อยอดจากการประชุม เมื่อวันที่ 19 กันยายน โดยเรียกผู้ว่าราชการจังหวัด ขึ้นไปดูแผนที่ทางน้ำ พร้อมทั้งซักถามถึงความเข้าใจปัญหาในพื้นที่ และข้อมูลสภาพปัญหาในลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน โดยทรงแนะนำวิธีการบริหารจัดการและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ในวันนั้น นับเป็นการให้ความรู้ประชาชน ให้รับรู้ถึงสถานการณ์น้ำในภาพรวมและการแก้ป้องกันแก้ปัญหาน้ำของประเทศ
อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน สุจริต นันทมนตรี ที่ขึ้นเวทีและกราบทูลข้อมูลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ที่ทรงซักถาม ได้เล่าถึงความรู้สึกในวันนั้นว่า เป็นความปลื้มปิติอย่างยิ่ง ที่ได้ถวายข้อราชการสำคัญต่อพระองค์ท่าน เป็นการจุดประกายให้ตัวเองในการทำงาน ต่อมาจึงได้ทำเป็นขั้นตอนและติดตามความคืบหน้าตลอดผ่านทางคณะองคมนตรี แม้ว่าจะโยกย้ายจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดน่านแล้ว 2-3 ปีอดีตผู้ว่าฯ น่าน บอกถึงความปลื้มปิติที่สุด คือ ความใส่พระทัยของพระองค์ท่านต่อปัญหา และได้น้อมนำพระราชดำรัสมาปฏิบัติงานทั้งในฐานะผู้ว่าฯ กระทั่งขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีและตำแหน่งต่างๆ แม้กระทั่งการดำเนินชีวิตของตัวเอง
การจุดประกาย เรื่องการดูแลและฟื้นฟูป่าต้นน้ำของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้ผู้ว่าฯสุจริต คิดถึงวิธีการที่จะทำให้ป่าต้นน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ที่เป็นป่าต้นน้ำน่านอย่างต่อเนื่องขณะนั้น พื้นที่จังหวัดน่านทั้งหมด 7 ล้านกว่าไร่ แต่พื้นที่ป่าถูกทำลายเป็นภูเขาหัวโล้น กว่า 3 ล้านไร่ จึงมีแนวคิดการสร้างป่าถาวร และให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม โดยกำหนดแผน 10 ปีของจังหวัดน่าน ทำทั้งระบบ ด้วยการเช่าพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในนามจังหวัด แล้วจัดตั้งเป็นมูลนิธิพัฒนาจังหวัด เพื่อ "ทำป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง" และมีการวางผังเมืองในชุมชน เพื่อจัดระเบียบ กำหนดโซนนิ่ง เพื่อจัดสรรประโยชน์ใช้สอยของชุมชน ให้ชาวบ้านรวมตัวกัน นำผลผลิตมาขายในรูปแบบสหกรณ์ แต่ขณะนั้นก็ยังติดขัดหลายขั้นตอน จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ตั้งใจได้ทั้งหมด
พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระองค์ทรงงานหนัก ทรงเข้าถึง เข้าใจ แม้จะเริ่มจากจุดเล็กๆที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ พระองค์ก็ไม่ละเลยที่จะใส่พระทัย
จากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2538 ที่พสกนิกรต่างประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ในการบริหารจัดการน้ำและวางระบบป้องกันน้ำท่วม ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล และปีนั้น เป็นปีที่เริ่มก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์กั้นแม่น้ำป่าสัก โครงการใหญ่ในพระราชดำริตั้งแต่ปี 2508 เพื่อช่วยลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง รวมทั้งเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค
เมื่อพระองค์ฯ รับสั่ง ก็จุดประกายให้ทุกคนมาคิดกันใหม่และเริ่มลงมือก่อสร้างจนแล้วเสร็จในปี 2542
โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่หลายหน่วยงานบูรณาการร่วมกัน และได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จนทำให้โครงการที่ยาวนานมา 30 ปีสำเร็จลง โดยใช้เวลาเพียง 5 ปี ซึ่งถือเป็นพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเข้าพระทัยใจและเข้าถึงปัญหา จนทำให้โครงการใหญ่ๆ ราบรื่น
พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังรวมไปถึงการฟื้นฟูเยียวยาหลังภัยพิบัติน้ำท่วม โดยมีมูลนิธิต่างๆ ซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์ คอยช่วยเหลือดูแล ให้พสกนิกรกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา 'ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล' เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญ ที่เคยรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มานานกว่า 30 ปี เล่าถึงการดำเนินงานของโครงการฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ มูลนิธิราชประชา จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย แบบเฉพาะหน้าก่อน แต่หลังจากภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว มูลนิธิชัยพัฒนา ก็จะเข้าไปฟื้นฟูพื้นที่ ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยได้ก่อตั้งศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริขึ้นที่ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อเป็นแหล่งเพาะเก็บเมล็ดพันธุ์พืช ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ยามเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่
แนวทางพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดระยะเวลาที่ทรงทุ่มเทแก้ปัญหาน้ำให้พสกนิกร ไม่ได้สูญเปล่า แต่กำลังถูกสานต่อ เพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ตามแนวทางของพระองค์ ผู้ซึ่งเป็น "พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ" สืบไป