ผมไปสายว่างั้นเถอะ ผู้สื่อข่าวเอพีคนหนึ่งไปที่นั่นตั้งแต่เช้าตรู่ คือตั้งแต่เช้ามืด เช่นเดียวกับช่างภาพเอพีคนไทย พวกเขาได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวคนอื่นสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวเอพีกลับมาที่สำนักงานเพื่อเขียนข่าว โดยคิดว่าสถานการณ์เรียบร้อย และเงียบสงบ และเขาก็โทรหาหัวหน้าสำนักงานที่ถามว่า คุณโทรหาอูเลวิชหรือยัง
ซึ่งเขาก็บอกว่ายัง ดังนั้นเขาจึงโทรหาผมตอนประมาณ 7 โมงเช้า และก็บอกผมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดคืน ผมคว้าอุปกรณ์และจับแท็กซี่ไปมหาวิทยาลัยทันที ตอนนั้นไม่มีคนของเอพีอยู่แถวนั้น พวกที่ติดอาวุธได้เข้ามาแล้ว และมีม็อบที่นอกประตู พวกนักศึกษาปีกซ้ายอยู่ในมหาวิทยาลัย อยู่ในอาคารหลังหนึ่ง พวกติดอาวุธยิงเข้าไปในห้องเรียนมากมาย และมีศพจำนวนมากทีเดียวอยู่แถวนั้น พวกนักศึกษาปีกซ้ายที่ยอมจำนน ถูกพวกทหารบังคับให้พวกเขานอนลงกับพื้นที่สนามฟุตบอลกลางมหาวิทยาลัย
ผมออกมาจากที่นั่น โดยคิดว่าตอนนี้มันจบแล้ว และผมต้องรีบออกมาจากที่นี่ก่อนที่ใครบางคนจะบอกว่า "เอาฟิล์มมานี่ " เมื่อผมมาถึงประตูมหาวิทยาลัย มีคนมุงอยู่ใต้ต้นไม้ 2 ต้น ในลานขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพ ผมเดินตรงไปยังต้นหนึ่ง และก็มีชายคนหนึ่งพร้อมกับเก้าอี้กำลังตีร่าง ๆ หนึ่งที่ถูกแขวนอยู่ที่ศรีษะ ต้นไม้อีก 2 ต้นถัดไปก็มีอีกร่างหนึ่งแขวนอยู่ ทั้งสองร่างนั้นตายแล้วในตอนนั้น
บรรยากาศนั้นรื่นเริง อย่างที่คุณเห็นจากในภาพ ผู้คนยิ้มแย้ม มันเกือบจะเป็นช่วงของพิธีกรรม ทุกอย่างมันวุ่นวายมาก เลยไม่มีใครมาขัดขวางผมในการถ่ายภาพ ผมไม่คิดว่ามีคนสังเกตุเห็นผมเสียด้วยซ้ำ ผมใช้เวลาประมาณ 15 - 20 วินาทีเพื่อดูว่ามีใครสังเกตหรือมองดูผมหรือไม่ ผมไม่เห็นว่ามีคนมอง ก็เลยกดไปไม่กี่ภาพอย่างรวดเร็วผมกดไป 3-5 ภาพสำหรับการแขวนแต่ละจุด แล้วเดินออกมาจากนั้นไม่มากกว่า 100 เมตร แล้วก็เรียกแท็กซี่กลับสำนักงาน
เมื่อกลับมาถึง ผมบอกว่า มีอย่างน้อย 2 ศพถูกแขวนคอ และอีกหลายคนตายอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ผู้คนไม่เชื่อ ผมเลยไปบอกกับหัวหน้าสำนักงาน เดวิด เกรย์ เขาถามผมมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมบอกว่าผมเห็นเรื่องนี้ แต่ไม่มีเวลาพูดตอนนี้ ผมต้องล้างรูป และคุณสามารถดูที่รูปได้ สิ่งสำคัญที่สุดในใจผมตอนนั้นก็คือการเอาภาพพวกนี้ออกไปจากประเทศไทยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนรัฐบาลจะปิดการสื่อสารระหว่างประเทศ