นายปรีชา สุวรรณ์ อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 ม.1 ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ผู้เฒ่าแห่งเมืองสามน้ำ (น้ำเค็ม น้ำกร่อย น้ำจืด) ตามที่ได้รับการยกย่องจากผู้คนในท้องถิ่นให้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมป่าชายเลน กล่าวเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าว หลังพบเห็นมีข่าวออกผ่านทางสื่อเกี่ยวกับแก๊งค์ลวงโลก เมื่อสองวันก่อน (30 ก.ย.59) ที่ทำกันแบบเป็นขบวนการเข้ามาล่อลวง หลอกคนแก่ให้ตกเป็นเหยื่อ จนต้องสูญเสียเงินทองที่อุตสาห์เก็บสะสมไว้ใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิตไปอย่างง่ายดายเป็นจำนวนมาก ในทำนองเดียวกันกับแก๊งค์ที่พยายามเข้ามาต้มตุ๋นตนเอง แต่ไม่สำเร็จว่า
เมื่อช่วงวันที่ 16 ก.ย.59 ที่ผ่านมาเวลา 09.30 น. ในขณะที่ภรรยาตน คือ นางบุญช่วย สุวรรณ์ อายุ 70 ปี อยู่บ้านตามลำพัง ได้มีชายอายุประมาณ 60 ปี รูปร่างผอมผิวคล้ำสองสี สูงประมาณ 160 ซม. ขับรถยนต์เก๋งส่วนตัวเข้ามา ได้ทำทีเดินมาสอบถามหาตนแต่ภรรยาบอกว่าไม่อยู่ เขาจึงได้ชวนพูดคุยด้วย และบอกว่าเคยทำงานที่การไฟฟ้า แต่ได้เกษียณอายุแล้ว วันนี้จึงเดินทางมากับเพื่อนๆ ที่มาตีกอล์ฟยังสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งในตำบลท่าข้าม แต่ตนไม่ชอบตีกอล์ฟจึงได้ขับรถมาเรื่อยๆ เข้ามาในหมู่บ้านเพื่อต้องการหาซื้อที่ดินติดริมแม่น้ำบางปะกง
ภรรยาตนจึงได้บอกกับเขาไปว่ามีที่ดินแปลงหนึ่งเลยจากบ้านไปประมาณ 80 เมตร ติดแม่น้ำจำนวน 1 ไร่ เขาเคยบอกขาย 12 ล้านบาท ให้ไปดูและสอบถามรายละเอียดกับคนที่ดูแลที่ดินแปลงนี้กันเอง แต่เขากลับไม่ยอมเข้าไปดูที่ดินแปลงดังกล่าว แต่กลับบอกว่าให้ช่วยไปสอบถามกับคนดูแลให้หน่อยว่าจะขายราคาเท่าไหร่กันแน่ ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะขับรถกลับออกไป
ต่อมาในวันที่ 18 ก.ย.59 เวลาประมาณ 11.00 น. ชายคนเดิมได้เดินทางกลับมายังที่บ้านของตนอีก ซึ่งครั้งนี้ตนและภรรยาอยู่พร้อมกันทั้งสองคน เขาถึงเข้ามาสอบถามว่าได้สอบถามคนที่ดูแลที่แปลงที่บอกไว้ให้หรือยัง พร้อมกับทำทีบอกว่า ภรรยาของเขาขายที่ดินใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทราได้ จึงอยากได้ที่ดินริมแม่น้ำ เพื่อมาปลูกบ้าน ซึ่งภรรยาของตนก็ได้บอกว่าเดี๋ยวจะไปสอบถามให้ จากนั้นเขาจึงเดินทางกลับไป
จากนั้นในวันที่ 20 ก.ย.59 เวลาประมาณ 11.30 น. ชายคนเดิมยังได้เดินทางกลับเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับได้นำพาชายอีกคน รูปร่างล่ำท้วม ผิวขาว สูงประมาณ 165 ซม.อายุประมาณ 40-50 ปีมาด้วย โดยได้เข้ามาสอบถามอีกว่าสามารถติดต่อกับทางเข้าของที่ดินได้หรือยัง ซึ่งขณะนั้นตนและภรรยาอยู่ด้วยกันจึงได้โทรศัพท์เรียกให้ผู้ดูแลที่ดินแปลงดังกล่าว เข้ามาพูดคุยด้วยกันเอง ซึ่งก็ยังไม่ได้คำตอบเนื่องจากยังติดต่อกับทางเจ้าของที่ดินที่อยู่ใน กทม.ไม่ได้ โดยติดต่อได้เพียงกับบุตรชายของเจ้าของที่ดินเท่านั้น ทั้งสองคนจึงเดินทางกลับไป
และในวันที่ 21 ก.ย.59 เวลา ประมาณ 12.00 น. ชายสองคนเดิมได้เดินทางกลับเข้ามาหาตนอีก ซึ่งในวันนั้นตนอยู่คนเดียว โดยทั้งสองคนได้เข้ามาสอบถามหาคนที่เป็นนายหน้าซื้อขายที่ดินจำนวน 15 ไร่ ชื่อ นายเฉลิม ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งตามสำเนาโฉนดที่ทั้งสองถือมาด้วยอยู่ในหมู่บ้านคลองผีขุด ในตำบลบางปะกง ซึ่งตนก็บอกพวกเขาไปว่า ที่นี่เป็นตำบลท่าข้ามไม่ใช่ตำบลบางปะกง พร้อมกับได้แนะนำเส้นทางบอกให้พวกเขาเดินทางไปกันเอง แต่ทั้งสองคนได้พยายามที่จะชักชวนให้ตนขึ้นรถเดินเดินทางพาไปส่งด้วย
โดยได้เสนอส่วนแบ่งเป็นค่านายหน้าให้ด้วย จำนวน 3 เปอร์เซ็นต์จากราคาขายที่ดินที่จะขายได้ ไร่ละ 1 ล้านบาท เพื่อเอามาแบ่งกันจำนวน 3 คน จะได้ค่านายหน้ารวมประมาณ 450,000 บาทหากทำสำเร็จ จะแบ่งกันคนละ 150,000 บาท แต่ตนบอกว่าไม่ว่าง เพราะไม่มีคนอยู่บ้านเนื่องจากภรรยาไปหาหมอที่โรงพยาบาล จึงต้องคอยดูแลบ้านเพราะเกรงว่าจะมีคนมาหาแล้วไม่พบ เนื่องจากตนมีอาชีพออกเรือรับจ้างไปลอยอังคารที่บริเวณปากอ่าวแม่น้ำบางปะกง และนำเที่ยวชมโลมา คนทั้งสองจึงได้ขับรถกลับออกไปกันเอง
จากนั้นหลังเวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที เขาจึงโทรศัพท์กับมาบอกว่า เขาเดินทางไปถึงบ้านคลองผีขุดแล้ว และพูดทำนองว่า น่าเสียดายนะ เพราะที่ดินแปลงดังกล่าวได้ถูกขายไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งตนจึงเริ่มรู้ได้ในทันทีว่า พวกเขาพูดโกหก เพราะระยะเวลาในการเดินทางจากบ้านของตนไปยังที่หมู่บ้านคลองผีขุดนั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 30 นาทีถึงจะไปถึง แต่เขาเพิ่งออกไปได้ไม่นานก็โทรกลับมาบอกแล้วว่าไปถึงแล้ว จึงเชื่อว่าคนกลุ่มนี้เป็นพวกแก๊งค์มิจฉาชีพลวงโลก ที่ออกมาหาเหยื่อต้มตุ๋นคน
ต่อมาในวันที่ 22 ก.ย.59 เวลาประมาณ 11.30 น. ชายหนุ่มวัยประมาณ 40 ปีเศษ รายเดิมที่เคยมากับชายวัยประมาณ 60 ปี ต่อเนื่องเมื่อสองวันติดต่อกันนั้น ได้ขับรถยนต์กระบะสีดำแบบแค็ปเดินทางเข้ามายังที่บ้านตนอีก ซึ่งครั้งนี้ได้พาชายรูปร่างท้วมใหญ่สูงประมาณกว่า 170 ซม. แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวลายสก๊อตสีเทา พับแขนเล็กน้อย สวมกางเกงสแล็คสีดำ ปลดกระดุมเสื้อที่คอให้กว้างจนเห็นสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ที่สวมมาที่ลำคอ คาดว่าน้ำหนักประมาณ 10 บาท และสวมนาฬิกาเรือนทอง และสวมแหวนทองมีหัวพลอยเม็ดใหญ่ เดินเข้ามายังที่บ้าน
ซึ่งขณะนั้นตนและภรรยากำลังยืนอยู่ที่หน้าบ้านพอดี โดยชายคนที่เคยมาก่อนหน้าได้ทำทีพูดทักทาย และถามไถ่ว่าทำอะไรกันอยู่ ตนจึงตอบไปว่ากำลังซ่อมรั้วบ้านกันอยู่ โดยเขาพูดถามว่าเห็นรับออกเรือไปลอยอังคาร จึงพาคนมาขอติดต่อไปลอยอังคาร ซึ่งตนจึงได้ชวนไปนั่งพูดคุยกันยังที่โต๊ะรับแขกยังภายในบริเวณบ้านเหมือนกันกับลูกค้าทั่วไปที่จะมาว่าจ้างเรือออกไปลอยอังคาร แต่ระหว่างที่กำลังเริ่มพูดคุยกันนั้น ได้มีรถยนต์กระบะคันสีขาวขับเข้ามาจอดที่บริเวณด้านหน้าร้านค้า ซึ่งอยู่เยื้องกันกับบ้านของตน และปล่อยให้มีคนลงมาจากรถ ก่อนที่จะขับเลยไป โดยชายที่เดินลงมาจากรถ รูปร่างท้วม มีหนวดเล็กน้อยไม่สูงมากนัก ประมาณ 160 ซม. ผิวขาว อายุประมาณ 30 ปีเศษ ได้ทำทีร้องถามภรรยาตนที่ยังยืนอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านว่า "ป้าซื้อผ้าถุงไหมครับ" โดยผู้ที่เดินเข้ามาถามนั้นทำทีเป็นพ่อค้าเร่ขายผ้าถุง ที่ออกมาเดินขายตามบ้านคน ซึ่งภรรยาตนบอกกลับไปว่าป้าไม่นุ่งผ้าถุงป้าชอบนุ่งกางเกง จากนั้นชายคนที่แต่งตัวภูมิฐานจึงได้ร้องเรียกชายคนขายผ้าถุงว่า ไหนเข้ามาดูหน่อยซิขายอะไร โดยให้คนขายของเดินเข้าไปหา พร้อมแสร้งถามว่าแล้วมายังไง คนขายผ้าถุงซึ่งพูดสำเนียงคนอีสาน ตอบว่า เถ้าแก่พามาส่งให้เดินขายตามบ้านคน
จากนั้นจึงเรียกให้เอาผ้าถุงมาให้เลือกดู และทำทีเลือกซื้อ พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่าจะซื้อไปฝากลูกน้องหน่อย ขายผืนละเท่าไหร่ คนขายตอบว่าขายผืนละ 80 บาท คนซื้อจึงหยิบเลือกเอาไว้ 3 ผืน ก่อนที่จะยื่นเงินให้คนขายจำนวน 300 บาท โดยคนขายได้ทำทีล้วงกระเป๋าเสื้อที่หน้าอกเพื่อหาเงินทอนให้ และแสร้งทำลอตเตอรี่ตกลงมายังที่พื้น 1 ใบ ก่อนที่ชายรูปร่างสูงใหญ่ซึ่งเป็นคนซื้อและทำทีถามว่าอะไรล่วง คนขายจึงตอบว่า "ใบโชค" คนซื้อจึงบอกว่าไหนเอามาดูหน่อยซิ ก่อนที่จะนำขึ้นมาว่างอยู่โต๊ะ แล้วร้องอุทานว่า นี่เป็นเลขท้ายของรางวัลที่หนึ่งเลยนี่
พร้อมกับถามต่อไปว่าได้ซื้อหวยใต้ดินเอาไว้ด้วยไหม คนขายตอบว่าไม่ได้ซื้อ ก่อนที่จะหันมาถามกับตนว่ามีใบตรวจลอตเตอรี่บ้างไหม ตนบอกว่าไม่มี จากนั้นเขาจึงทำทีบอกว่าไม่รู้ว่าในรถยังมีอยู่หรือไม่ ก่อนที่เขาจะลุกเดินออกไปหยิบเอาใบตรวจลอตเตอรี่กลับมายังที่โต๊ะนั่ง และแสร้งทำทีตรวจเลขรางวัลพร้อมกับร้องอุทานว่า "เอ้ย ถูกรางวัลที่ 1" โดยคนขายของได้แสดงท่าทางดีใจ พร้อมกับร้องถามกลับว่า "ถูกหลาย บ่" คนซื้อจึงตอบว่า "ถูกมากอยู่"
ก่อนคนที่หยิบสลากมาตรวจจะถามว่า มีบัตรประชาชนไหม คนขายของตอบว่าไม่มีเพราะเป็นคนลาว คนที่ตรวจสลากจึงบอกว่าไม่มีบัตรประชาชนขึ้นเงินไม่ได้นะ พร้อมกับทำทีพูดขู่ว่า "เอ็งถูกตำรวจจับแน่ คงติดคุกไม่ได้ใช้เงิน" และยังถามต่อไปว่า "เถ้าแก่รู้ไหม คนขายของบอกว่าไม่รู้ คนตรวจสลากจึงทำทีบอกว่าอย่าให้เถ้าแก่รู้นะ ไม่อย่างนั้นเขาจะฆ่าทิ้งแน่ และไม่ได้ใช้เงินจะตายก่อน"
จากนั้นชายภูมิฐานซึ่งเป็นคนตรวจสลาก จึงได้ทำทีใช้หนังสือพิมพ์ปิดป้องปาก และหันมาคุยกับตนว่า "ถ้าขอซื้อมัน สัก 1-2 ล้านบาท มันก็คงขายให้แล้ว เพราะมันขึ้นเงินเองไม่ได้" ตนจึงตอบกลับไปว่า "คุณจะซื้อคุณก็ซื้อไปเถอะ ผมไม่ร่วมซื้อหรอก เพราะผมไม่มีโชคทางนี้" เขายังพูดต่ออีกว่า นี่ตั้ง 6 ล้านนะลุง พร้อมกับพูดต่อไปอีกว่า "ถ้ามันบอกให้เถ้าแก่มันรู้ มันโดนฆ่าทิ้งแน่ๆ" ตนจึงตอบกลับไปว่า "มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เถ้าแก่นั้นเป็นคนดีหรือคนเลว ถ้าเป็นคนเลวก็อาจจะคิดอย่างที่คุณคิด เพื่อที่จะเอาหวย มันไม่ได้ฆ่ากันง่ายๆ หรอกเรื่องที่จะฆ่าคน เพื่อชิงค่าสลากนี่ หากทำไปแล้วก็คงต้องหนีกันไปตลอด อาจไม่ได้ใช้เงินเช่นกัน หากเถ้าแก่เป็นคนดี ต้องพลอยดีใจไปด้วยกับลูกน้อง ที่เขามีโชคมีลาภ ถูกหวยถูกเลขสลากรางวัล"
หลังพูดจบ ชายที่เป็นคนพามา กลับพูดขึ้นว่า "แล้วจะไปหาคนดีได้ที่ไหนล่ะ สมัยนี้" ก่อนที่คนเร่ขายของจะมีอาการรีบร้อนและขอลอตเตอรี่คืน แล้วเดินจากไป ขณะที่คนจะมาจองเรือลอยอังคารยังชวนต่ออีกว่า "ถ้าเราจะซื้อไว้แบ่งกันจริงๆ ก็รีบขับรถไปรับมันกลับมาก็ยังทัน" ก่อนที่บอกให้ภรรยาของตนเดินออกไปดูหน้าบ้าน โดยภรรยาของตนก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรก็ได้เดินไปดูให้ และก็บอกกลับมาว่า เขาไปไกลแล้วไม่เห็นแล้ว โดยตนได้พูดกับเขาว่า "ผมไม่เคยคิดหรอกว่า คนอื่นเขาจะโง่จะเซ่อ แล้วมาให้ผมหลอก แต่สิ่งที่ผมกลัว คือ ผมจะโง่ จะเซ่อ ให้เขาหลอกมากกว่า"
จากนั้นแก๊งค์ต้มตุ๋นจึงหันมาพูดคุยถึงเรื่องการจองเรือไปลอยอังคาร โดยเขาได้บอกว่าจะมาลอยในวันอาทิตย์ที่ 25 ก.ย.59 โดยตนจึงได้บอกกับเขาว่า หากจะมาก็ขอให้โทรศัพท์มาบอกล่วงหน้า เนื่องจากตนจะต้องเซ่นไหว้เรือก่อนออกไปลอยอังคารทุกครั้ง โดยแก็งค์ต้มตุ๋นได้บอกว่าเดี๋ยวในวันที่ 24 ก.ย.จะโทรศัพท์มาบอกนัดอีกครั้งว่าจะมากันกี่คน ในเวลา 16.00 น. ซึ่งตนก็ได้บอกเขาไปว่าเท่านี้ยังไม่ได้หรอก ต้องจดชื่อและเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ด้วย เผื่อหากคุณลืมจะได้โทรศัพท์ไปสอบถามว่าจะมากันหรือไม่" เขาจึงจดชื่อให้ไว้ว่า "นิคม" และเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ให้ ก่อนจะพากันเดินทางกลับไป
ต่อมาในวันที่ 24 ก.ย.59 ก็ไม่มีโทรศัพท์มาตามที่นัด และเมื่อโทรกลับไป ระบบของเครือข่ายได้ตอบกลับมาว่า "ไม่มีหลายเลขที่ท่านเรียก ให้ตรวจสอบวิธีการเรียกใหม่อีกครั้ง" จากนั้นในเย็นวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมาจึงได้เห็นมีข่าวออกผ่านทางสื่อโทรทัศน์ และวันที่ 30 ก.ย. ออกทางหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับแก๊งค์ต้มตุ๋นดังกล่าว ที่ได้ไปหลอกลวงหญิงวัย 71 ปี ใน จ.สมุทรสาคร และถูกนำไปปล่อยทิ้งไว้ยังใน จ.นครปฐม โดยสูญเงินไปกว่า 5 แสนบาท ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับตนนี้ ก็เพื่ออยากที่จะเตือนสติให้คนในสังคมได้รับรู้ ว่าอย่าโลภ อย่าอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของๆ เรา ต้องมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งค์มิจฉาชีพเหล่านี้ได้โดยง่าย นายปรีชา กล่าว