เนชั่นทีวี

ข่าว

วัวควายวัดเสือขาดอาหารหนัก หลวงตาจันทร์ห่วงเสือพิการ 4 ตัว หวั่นเสียชีวิต

02 ก.ย. 2559 | nation_ent

วัวควายวัดเสือขาดอาหารหนัก
หลวงตาจันทร์ห่วงเสือพิการ 4 ตัว หวั่นเสียชีวิต

กาญจนบุรี - วัว-ควาย วัดเสือขาดอาหารหนัก อาสาสมัครชาวต่างชาติ ที่เคยเลี้ยงเสือต้องตระเวนตัดกิ่งไม้หาใบอ่อนให้กินแทน ด้านไวยาวัจกร ชี้หลวงตาจันทร์ ห่วงเสือพิการ 4 ตัว หวั่นเสียชีวิต วอน กรมอุทยานฯส่งกลับให้วัดดูแล

จากกรณีนายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าขนย้ายเสือโคร่งของกลางจำนวน 147 ตัว ออกไปจากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.ถึงวันที่ 4 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา ทำให้วัดป่าหลวงตาบัวฯหรือวัดเสือ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดกาญจนบุรี ต้องปิดตัวลง บรรยากาศที่เคยคึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กลับเข้าสู่สภาวะอันเงียบเหงาไปโดยปริยาย แต่กระนั้นก็ตามภายในวัดยังคงมีวัว ควาย หมู่ป่า เก้ง กวาง ละมั่ง ละอง มากกว่า 2,000 ตัว ที่ทางวัดจะต้องคอยหาอาหารมาเลี้ยงดูต่อไป

ล่าสุด วันนี้ 2 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจในพื้นที่อีกครั้งหนึ่งในรอบหลายเดือน พบนายศิริ หวังบุญเกิด ไวยาวัจกรวัดป่าหลวงตาบัวฯ กำลังให้อาหารฝูงวัว

วัวควายวัดเสือขาดอาหารหนัก
หลวงตาจันทร์ห่วงเสือพิการ 4 ตัว หวั่นเสียชีวิต


ควายที่มีมากว่า 200 ตัวอยู่ที่ประตูหน้าวัด โดยมีอาสาสมัครชาวต่างชาติทั้งชายและหญิง และคนไทยประมาณ 5 คน ช่วยกันโยนกิ่งไม้ที่มีใบอ่อน รวมทั้งยอดกระถิน ลงมาจากรถบรรทุก เพื่อให้วัวและควายได้กินใบไม้เหล่านั้นเป็นอาหาร และยังมีหมูป่าจำนวนหนึ่งมาแย่งกินกันอีกด้วย ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่โดยรอบ ไม่พบว่ามีอาหารประเภทหญ้าหรือฟางหรือผลไม้ที่เคยมีประชาชนนำมาบริจาคให้กับสัตว์เหล่านี้อยู่เลยแม้แต่น้อย

ทั้งนี้นายศิริ หวังบุญเกิด ไวยาวัจกร วัดป่าหลวงตาบัวฯ เปิดเผยว่า ตนเพิ่งได้รับหนังสือจากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) แจ้งว่าจะเข้ามาขนย้ายสัตว์ป่าของกลางที่ยังคงตกค้างอยู่ ซึ่งตนในฐานะไวยาวัจกร ที่ได้รับมอบหมายจากพระวิสุทธิสารเถร หรือหลวงตาจันทร์ เจ้าอาวาสวัดฯ ก็ได้ทำหนังสือแจ้งกลับไปว่า หากจะมีการขนย้ายสัตว์ป่าของกลางออกไป ก็ขอให้ทางกรมอุทยานฯนำเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาพิสูจน์อัตลักษณ์ของสัตว์ป่าที่จะทำการขนย้ายร่วมกับทางวัดเสียก่อน

เพราะสัตว์บางชนิดเป็นสัตว์ที่มีอัตลักษณ์ที่ดูคล้ายกันมาก โดยเฉพาะกวางม้อและกวางลูซ่า ซึ่งกวางลูซ่าที่มีอยู่นั้น หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน หรือหลวงตาบัว เป็นผู้นำมามอบให้หลวงตาจันทร์เลี้ยงดูมาหลายปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันได้แพร่พันธุ์ออกมาเป็นจำนวนมาก ทางวัดจึงเกรงว่าหากไม่มีการพิสูจน์อัตลักษณ์ให้ชัดเจน ทางกรมอุทยานฯอาจจะขนย้ายกวางที่หลวงตาบัวนำมามอบให้ไปด้วยก็เป็นได้

ซึ่งเจตนารมณ์ที่หลวงตาบัว นำกวางชนิดนี้มาให้กับหลวงตาจันทร์เลี้ยง ก็เพื่อให้ทางวัดดูแลไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง รวมทั้งวัวและควายที่มีอยู่ก็เช่นกัน สัตว์เหล่านี้ล้วนได้มาจากการที่ประชาชนไถ่ออกมาจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำมาถวายให้กับทางวัดเลี้ยงดู จึงจำเป็นต้องเลี้ยงดูกันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ด้วยเช่นกัน

วัวควายวัดเสือขาดอาหารหนัก
หลวงตาจันทร์ห่วงเสือพิการ 4 ตัว หวั่นเสียชีวิต



แต่ก็ยอมรับว่า ปัจจุบันอาหารที่นำมาเลี้ยงดูสัตว์เหล่านี้ไม่มีแล้ว แต่ยังโชคดีที่อาสาสมัครชาวต่างชาติ ที่เคยเลี้ยงดูเสือโคร่งของกลางมาก่อน ยังคงอยู่ที่วัดเพื่อคอยออกไปหาอาหารมาให้สัตว์ได้กิน เพื่อความอยู่รอด แต่อาหารที่ได้มาก็คงไม่เพียงพอต่อความต้องการของสัตว์ที่มีอยู่

ดังนั้นหากเป็นไปได้ตนก็อยากร้องขอให้ประชาชน หรือนักท่องเที่ยวที่เคยมาที่วัด ช่วยกันซื้อพืชผัก หรือผลไม้ที่เป็นอาหารสัตว์นำมาบริจาคให้กับทางวัดด้วย เชื่อว่าการทำบุญกับสัตว์ที่ได้รับการไถ่ชีวิตออกมาจากโรงฆ่าสัตว์นั้นทุกคนคงจะได้บุญ

สำหรับกรณีเสือโคร่งของกลาง ที่ทางกรมอุทยานฯขนย้ายไปนั้น หลวงตาจันทร์ เจ้าอาวาส มีความเป็นห่วงเสือโคร่งเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเสือโคร่งที่ตาบอด 1 ตัว เป็นโรคลมชัก 1 ตัว เป็นโรคภูมิแพ้ 1 ตัว และสะโพกหักอีก 1 ตัว รวม 4 ตัว หากเป็นไปได้ก็อยากจะวิงวอนขอให้ อธิบดีกรมอุทยานฯผู้มีอำนาจโดยตรง มอบหมายให้นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทานฯ ที่นำกำลังเข้ามาขนย้ายเสือโคร่งออกไป นำเสือทั้ง 4 ตัว กลับมาให้กับทางวัดเป็นผู้ดูแลเอง และขอให้กรมอุทยานฯอนุญาตให้อาสาสมัครชาวต่างชาติหรืออาสาสมัครที่เป็นคนไทย ที่เคยเลี้ยงดูเสือโคร่งเหล่านั้น ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเสือที่เขาเคยเลี้ยงมาตั้งแต่ตัวยังเล็กก็จะเป็นการดี เชื่อว่าเสือโคร่งยังคงคิดถึงอาสาสมัครที่เขาเคยเลี้ยงดูมาอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด