"ผมจบช่างกลจากดอนบอสโก แล้วทำงานทีพีไอ พร้อมส่งน้องสาวเรียน วิทยาศาสตร์ที่ประสานมิตร" จักรพงษ์กล่าวสั้นๆถึงประวัติตัวเอง เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงตัดสินใจมาผลิตสินค้าพวกนี้ซึ่งคำตอบเบื้องต้น อาจจะมองว่า"ไม่เข้ากัน" แต่ก็เป็นความบังเอิญที่ลงตัว เพราะเมื่อน้องสาว(ศาตนันท์ วินิชวงศ์) เรียนจบ เธอทำงานแผนกคิวซีโรงงานเครื่องสำอาง ที่เป็น"ก้าวแรก"ของการเข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าที่ผลิตในนาม"เอมไทย"วันนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ในเวลาต่อมา "ศาตนันท์ วินิชวงศ์" ก็ย้ายไปทำงาน"กิฟฟารีน" บริษัทขายตรงที่จำหน่ายสินค้าพวกนี้ในช่วงปี 2541 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ต้มยำกุ้ง ขณะที่ "จักรพงษ์ บุปผานิโรจน์" ก็ถูกเลิกจ้าง เขาจึงถูกน้องสาวชวนไปทำงานที่กิฟฟารีน โดย"ศาตนันท์"เลื่อนไปทำงานในแผนกวิจัยและพัฒนา(อาร์แอนด์ดี) ขณะที่ "จักรพงษ์"ไปดูงานแวร์เฮ้าส์
จากนั้นเมื่อ 2 พี่น้องย้ายงานไปทำในบริษัทผู้ผลิตยา และเมื่อเพาะบ่มความรู้และประสบการณ์มานาน 9 ปี ทั้งคู่ตัดสินใจจะทำสินค้าตัวเอง "ประมาณปี 46-47 น้องสาวลาออกมารับจ้างผลิตสินค้าเครื่องสำอางเอง โดยใช้ห้องเล็กๆที่บ้านขนาด 4x3 ตารางเมตรนี่แหละเป็นโรงงาน" จักรพงษ์ เล่าให้ฟัง และบอกว่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเมื่อผลิตได้ก็นำสินค้าไปส่งขายตลาดเจ๊เล้งตรงข้ามสนามบินดอนเมือง และสินค้าที่ตั้งใจทำก็ทำให้ผู้จำหน่ายหลายคนเริ่มรู้จักสินค้าของพวกเขา
สองศรีพี่น้องเริ่มคิดไกลถึงขั้น"ตั้งโรงงาน" หลังผลิตมาได้ปีสองปีและสินค้าได้รับการยอมรับ โดยในปี 2548 จึงซื้อที่ดินทำโรงงาน และเมื่อเสร็จในปี 2551 "จักรพงษ์"ก็ตัดสินใจเลิกเป็นลูกจ้าง มาทำงานที่โรงงานเต็มตัว เป็นการรับจ้างผลิตสินค้าให้คนอื่น หรือ OEM
"เราชำนาญสินค้าสปา พวกบำรุงผิว" จักรพงษ์บอก และเป็นช่วงเดียวกับที่น้องสาวไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยการไปเรียนปริญญาโทวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
แต่เมื่อทุกอย่างลงตัว ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญ นั่นคือ 2554 เกิดน้ำท่วมหนัก ทำให้บริเวณโรงงานเหมือนเป็นเกาะ น้ำท่วมรอบโรงงานจนเกิดปัญหาการผลิต ต่อด้วยเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้ยอดการผลิตและส่งสินค้าต่ำลงกว่าครึ่งหนึ่ง การยืมจมูกคนอื่นหายใจ จึงไม่เหมาะสมอีกต่อไป
"ปี 56 เราเลยตัดสินใจทำแบรนด์เอง ใช้ชื่อ เอมไทยนี่แหละ" จักรพงษ์กล่าว โดย"อควา ปุริ แลบบอราทอรีส์" เริ่มผลิตสินค้าในปี 2557 โดยเริ่มที่ยาสีฟัน แชมพู เพราะคิดว่าทุกคนต้องใช้ตลอดเวลา
กรรมการผู้จัดการ อควา ปุริ แลบบอราทอรีส์ บอกว่า "จุดขาย"ของสินค้าของบริษัทก็คือการเป็นยาสีฟันที่มีส่วนประกอบจากออร์แกนิกเลย ซึ่งต่างจากในท้องตลาดที่มีส่วนผสมสารเคมี ซึ่งหมายถึงทุกคนรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายโดยตรง และการวางตลาดเป็นสินค้าทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจดูแลสุขภาพ ยาสีฟันออร์แกนิก"เอมไทย"จึงวางตำแหน่งเป็นสินค้าเกรดพรีเมียม และถือว่าการจำหน่ายแบบ"ปากต่อปาก"ประสบความสำเร็จ จนมีสินค้ายาสีฟันออกมาเพิ่ม นั่นคือยาสีฟันออร์แกนิกแอ็กทีฟพลัสวิตามินซี ยาสีฟันออร์แกนิกแอ็กทีฟสำหรับเด็ก แชมพูออร์แกนิกแอ็กทีฟสำหรับเด็ก ที่มีสรรพคุณกำจัดเหา โฟมสระผมและอาบน้ำออร์แกนิก 2 อิน 1 และแป้งเนื้อโลชั่นสำหรับเด็ก
"ราผลิตโดยเครื่องจักเครื่องมือทันสมัย ใช้ภูมิปัญญาไทย สมุนไพรไทย โดยกล้าพูดว่าเราเป็นผู้ผลิตยาสีฟันสมุนไพรออแกนิกเจ้าเดียว ไม่แสบ ไม่ร้อน ไม่กัดกระพุ้งแก้ม เราไม่ผสมฟลูออไรด์ เพราะระยะยาวไม่ดี ไม่ใส่น้ำตาลในยาสีฟัน"
การเป็นธุรกิจครอบครัวเล็กๆ จักรพงษ์ยอมรับว่า เขาโชคดีที่มี บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการค้ำประกันการซื้อเครื่องจักร จนสามารถที่จะวางแผนขยายธุรกิจได้ โดยในเบื้องต้น กำลังศึกษาแนวทางที่จะผลิตยาสีฟันสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน และเพิ่มสินค้าเด็ก หลังจากแชมพูกำจัดเหาได้ผลและได้รับการยอมรับในท้องตลาด
ทุกวันนี้ อควา ปุริ แลบบอราทอรีส์ มีกำลังการผลิตวันละ 2 พันกิโลกรัม และเริ่มมีการวางแผนที่จะมองตลาดต่างประเทศ โดยจะร่วมกับภาครัฐไปร่วมแสดงสินค้าที่กัมพูชาและพม่าในเดือนกันยายน ขณะที่ผู้นำเข้าจากคาซักสถาน ก็มีการสั่งสินค้าไปขายมีมากขึ้น ส่วนผู้นำเข้าที่จีน ติดต่อขอซื้อเพื่อไปติดตราสินค้าของเขาเอง จึงต้องเจรจาเงื่อนไขรายละเอียดมากขึ้น
แม้วันนี้ "เอมไทย" เพิ่งจับเริ่มนับหนึ่ง แต่เป็นการก้าวกระโดดที่สำคัญของผู้ผลิตที่เห็นช่องว่างสำหรัยคนรักสุขภาพและนำสมุนไพรไทยมาเป็นจุดขาย