แต่ข้อเสนอนี้ ก็ถูกพล.อ.ประวิตร สวนกลับทันทีว่า นายสุรพงษ์ ต้องรับผิดชอบคำพูด เพราะกับพล.อ.ประยุทธ์ นั้นไม่ได้มีปัญหาอะไร อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก คุยกันทุกวัน และไม่ทราบว่านายสุรพงษ์ มีแผนหรือต้องการอะไร แต่เป็นการคิดไปเอง
"ไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ แต่พล.อ.ประยุทธ์ มีความเหมาะสมกว่า ยืนยันว่าผมจะไม่เป็นนายกฯ ผมมีหน้าที่ช่วยเหลือนายกฯ หากนายกฯ ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ ผมก็ไม่ทำ" พล.อ.ประวิตร กล่าว
แหล่งข่าวจาก คสช.บอกว่า ฝ่ายการเมืองมักอาศัยจังหวะแบบนี้ ออกมาสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะไม่ได้ลงทุนอะไร เมื่อให้ความเห็นไปแล้ว ก็รอดูผลหลังจากการลงประชามติ
แต่ประด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคยบอกว่า พล.อ.ประวิตร ออกคำสั่งขัดกับรัฏฐาธิปัตย์ หลังสั่งปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ โดยอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ อนุญาตให้ตั้งได้
แหล่งข่าวยังบอกด้วยว่า พล.อ.ประวิตร เคยยืนยันกับสื่อมวลชนมาหลายครั้งแล้วว่า ไม่เล่นการเมือง ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติ เข้ามาแก้ปัญหาพร้อมกับน้องๆ เมื่อจบหน้าที่ ก็จะเดินออกไปพร้อมกับน้องๆ เช่นกัน
สวนกรณีที่ ฝ่ายการเมืองที่เสนอให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร มองว่าเป็นเพียงแค่เกมส์การเมืองที่ต้องการให้ไปบาดหมางกับนายกรัฐมนตรี และหลังจากที่ พล.อ.ประวิตร ทราบข่าวนี้ก็พูดขึ้นมาคำหนึ่งว่า เอาอีกแล้ว เสี้ยมอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวยอมรับว่า ระหว่างพล.อ.ประวิตร กับพล.อ.ประยุทธ์ ก็มีบางเรื่องที่เห็นแตกต่างกัน ถกเถียงกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ถึงขั้นขัดแย้งกัน
ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดของนายสุรพงษ์ และพูดถึงเรื่องนี้เพียงสั้นๆ ว่า คงไม่มีอะไรทำ
นายสุรพงษ์ ออกตัวว่า ที่เสนอให้ พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นนายกรัฐฒนตรีแทน พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ไม่ได้เป็นการเสี้ยมให้เกิดความขัดแย้ง แต่เป็นการเสนอทางออกให้ เพราะถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม คสช.ก็ต้องทำหน้าที่ตามโรดแมปอยู่ต่อไป ภายใตัรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 จนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ก็ต้องลาออกเพื่อแสดงสปิริต