ไฟตกแต่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร ในช่วงเทศกาลปีใหม่ มูลค่า39.5 ล้านบาท น่าจะเป็นผลงานที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภูมิใจมากที่สุดงานหนึ่ง
แต่สุดท้ายกลับจบลงด้วยการเป็นเรื่องอื้อฉาวที่ทำให้อนาคตทางการเมืองของ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร แขวนอยู่บนเส้นด้าย
แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องอื้อฉาวอื่นๆ ที่ตามมา และทำให้การบริหารกรุงเทพมหานคร ในช่วงกว่าครึ่งปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.
ถึงแม้ทั้งสองหน่วยงานนี้ นอกจากจะชี้มูลและดำเนินคดีเองได้ แต่ก่อนจะถึงตรงจุดนั้นจะต้องรวมหลักฐานและรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อ ส่งให้ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน เพื่อให้พิจารณาก่อนนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี
คำถามใหญ่ขณะนี้ก็คือจะมีข้าราชการหรือใครในกรุงเทพมหานครที่จะต้องประสบชะตากรรมเดียวกันกับข้าราชการหลายร้อยคนที่ถูกโยกย้ายเพราะมีข้อหาพัวพันกับการทุจริต
ศูนย์ต่อการทุจริตของ พล.อ.ไพบูลย์ ตรวจสอบ ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต และไม่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดำเนินตามนโยบาย และเสนอย้ายออกจากตำแหน่งมาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งรวมถึงข้าราชการระดับปลัดทรวง อธิบดี หัวหน้าส่วนราชการอื่นๆ
ล่าสุดศูนย์ดังกล่าวได้พิจารณารายชื่อข้าราชการที่เกี่ยวพันกับการทุจริตและส่งให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว
มีคำถามว่า มีโอกาสที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ จะถูกสั่งย้ายหรือพักงานหรือ คำตอบจากแหล่งข่าวจาก คสช. คือ เป็นเรื่องที่ยาก เพราะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มีสถานะเป็นนักการเมือง ที่อาจอยู่เหนือขั้นตอนการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง เพราะหากดูจาก ระเบียบพัสดุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดหาไปประดับในช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือการใช้งบจำนวนมากในการตกแต่งห้องทำงาน ไม่ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะรู้เห็นหรือไม่ แต่คนที่เซ็นอนุมัติตั้งแต่เริ่มโครงการ จนถึงจ่ายเงิน ล้วนแต่เป็นข้าราชการประจำ จะเป็นระดับ 10 หรือระดับ 9 ก็ไล่เรียงกันลงไป เพราะตามระเบียบพัสดุนั้น เขียนไว้ชัดเจนว่า การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวงเงินงบประมาณจำนวนเท่าใด ข้าราชการระดับใดถึงจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบลงนาม
แตกต่างจากกรณีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในเรื่องการขายข้าวแบบจีทูจี เพราะมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท แต่ถึงกระนั้น ก็ยังต้องพิสูจน์กันอีกว่า เรื่องขายข้าวจะไปถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ เพราะไม่ได้ลงนามขายข้าว เว้นแต่ว่า กรณีดังกล่าวนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท.ปฏิเสธิที่จะให้รายละเอียดว่า รายชื่อที่ ศอ.ตช.ส่งไป ในครั้งนี้มีใครบ้าง ต้องรอให้นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบเสียก่อน จึงจะชี้แจงถึง สาเหตุที่เสนอย้ายข้าราชการเหล่านั้นได้
แต่ PRIME TIME ได้ข้อมูลมาว่า ในส่วนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ นั้น เนื่องจากไม่ใช่ข้าราชการประจำ จึงอาจจะมีการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่า การที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่กำกับดูแลกรุงเทพมหานคร ที่ได้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนในกรณีไฟประดับให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน เป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง
คำสั่งดังกล่าวได้เพิ่มน้ำหนักให้กับความเป็นไปได้ที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. อาจจะใช้อำนาจภายใต้มาตรา 44 เพื่อจัดการกับปัญหาของกรุงเทพมหานคร
นายวสันต์ มีวงษ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะโฆษกประจำตัวม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บอกว่า หาก นายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในเรื่องนี้ ก็เชื่อว่าการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจะมีเหตุผลและมีข้อเท็จจริง ไม่ได้มาจากความเห็นส่วนบุคคลหรือความรู้สึกเช่นเดียวกับกลุ่มคนบางกลุ่มต้องการ
นายวสันต์ บอกด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะการทำงานมา 7-8 ปีแต่สิ่งเหล่านี้มาเกิดในปีสุดท้ายของการทำงาน