กฎหมายกำหนดว่าที่ดินส.ป.ก.4-01 ที่จัดสรรในแต่ละแปลงจะต้องไม่เกิน 50 ไร่ และคนที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน ต้องไม่นำที่ดินไปขายต่อ หรือให้เช่า
ที่สำคัญ คือที่ดินส.ป.ก. มีเงื่อนไข ห้ามโอนให้บุคคลอื่น โอนให้ได้เฉพาะทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
ตั้งแต่ปี 2536 มีการนำพื้นที่ป่าสงวนและป่าเสื่อมโทรมประมาณ 40 ล้านไร่มาจัดสรรกรรมสิทธิที่ดินให้กับเกษตรในรูปแบบส.ป.ก.4-01 จนถึงตอนนี้มีการออกเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01 ไปแล้ว 36 ล้านไร่ ให้กับเกษตรกร 2 ล้าน 7 แสนครัวเรือนใช้เป็นพื้นที่ทำกิน ยังเหลืออีก 4 ล้านไร่ที่ยังไม่ได้ออกเอกสิทธิ์
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือที่ดินส.ป.ก.ที่รัฐบาลได้จัดสรรให้เกษตรกรใช้เป็นที่ทำกิน 36 ล้านไร่ มี กลุ่มนายทุน นักการเมืองเข้าไปกว้านซื้อที่ดินมาเป็นของตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่าที่ดินที่ซื้อมานั้นไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ แต่ก็เข้าไปซื้อ
นักการเมืองและนายทุนที่เข้าไปซื้อที่ส.ป.ก. ส่วนมากจะเข้าไปทำสัญญาซื้อขายกับเกษตรกรเจ้าของสิทธิโดยตรง แล้วนำเอกสารสิทธิของเกษตรกรมาเก็บไว้ที่ตัวเอง จากนั้นก็ไปเปลี่ยนชื่อผู้เสียภาษีที่ดินจากเกษตรกรรายเดิมเป็นชื่อตัวเอง ก่อนเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินที่กว้านซื้อมา
สาเหตุที่นายทุนและนักการเมืองเข้าไปกว้านซื้อที่ดินจากเกษตรกรมาเป็นของตัวงเอง เพราะที่ดินส.ป.ก. มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามโอนขายให้กับบุคคลอื่นยกเว้นทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ที่ส.ป.ก.มีราคาถูกกว่าเอกสิทธิอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น น.ส.3ก. โฉนดที่ดิน ที่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ จึงมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
จากการตรวจสอบของส.ป.ก.พบว่า มีนักการเมืองและนายทุนรายใหญ่ที่เข้าไปฮุบที่ดินส.ป.ก.เกิน 500 ไร่ไว้ในมือ ทั้งสิ้น 422 แปลงในใน 25 จังหวัด เนื้อที่กว่า 4 แสน 2 หมื่นไร่ โดยนายทุนภาคเหนือจะกว้านซื้อไปทำสวนส้ม ภาคอีสานฮุบไปปลูกยางพารา ภาคใต้ปลูกปาล์มน้ำมัน และภาคตะวันออกปลูกยูคาลิปตัส