เมย์ วัย 59 ปี สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อวันพุธ และแถลงที่หน้าบ้านพักประจำตำแหน่งบนถนนดาวนิง โดยให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะสะสางความไม่ยุติธรรม สร้างอังกฤษให้เป็นประเทศที่ทำงานเพื่อทุกคน ไม่ใช่เพื่ออภิสิทธิชนไม่กี่คนและย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสายสัมพันธ์ภายในสหราชอาณาจักร หลังการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรปหรืออียู รวมถึงจะสร้างบทบาทใหม่ที่กล้าหาญของอังกฤษในเวทีโลก
ถ้อยแถลงของเธอมีขึ้นหลังเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินี อลิซาเบธ ที่ 2 แห่งอังกฤษเพื่อรับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนนายเดวิด คาเมรอน ที่ประกาศจะลาอกจากตำแหน่งหลังทราบผลประชามติออกจากอียู
เมย์ประกาศรายชื่อรัฐมนตรี 6 คนแรกในรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามรักษาเอกภาพภายในพรรคอนุรักษ์นิยมที่แตกร้าวหลังประชามติ และเดินหน้าภารกิจหนักในการเจรจาออกจากอียู แม้ก่อนหน้านี้เมย์ อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยมีจุดยืนให้อังกฤษอยู่ในอียูต่อไป
เธอสร้างความประหลาดใจด้วยการแต่งตั้งบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน และแกนนำรณรงค์ออกจากอียู เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่คาดว่าอาจตกเป็นเป้าวิจารณ์ได้เพราะจอห์นสันได้สร้างความขุ่นเคืองให้บรรดาผู้นำอียู
นอกจากนี้เธอแต่งตั้ง ฟิลิป แฮมมอนด์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นรัฐมนตรีคลังแทนนายจอร์จ ออสบอร์น ผู้ใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรีคาเมรอน โดยแฮมมอนด์จะต้องรับภาระบรรเทาความวิตกจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ต้องออกจากอียู ตลาดใหญ่สุดของอังกฤษ
ขณะเดียวกันมีการแต่งตั้ง 2 ตำแหน่งใหม่เพื่อดำเนินการออกจากอียู ได้แก่ นายเดวิด เดวิส รัฐมนตรีรับผิดชอบกระบวนการออกจากอียู ซึ่งสื่อเรียกสั้นๆว่ารัฐมนตรีเบรกซิต และนายเลียม ฟอกซ์ รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ ซึ่งทั้งคู่ต่างสงสัยถึงผลดีของการเป็นสมาชิกอียู
ขณะที่ผู้นำอียูและผู้นำชาติสมาชิกอียู แสดงความยินดีกับผู้นำใหม่อังกฤษและเร่งกดดันให้เริ่มใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนโดยเร็วเพื่อเริ่มกระบวนการเจรจาออกจากอียู
และอดีตนายกรัฐมนตรีคาเมรอน แถลงเป็นครั้งสุดท้ายหลังพ้นตำแหน่งแสดงความยินดีที่เมย์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ของอังกฤษ และขอให้เธอสามารถเจรจาได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดในการออกจากอียู