นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) บอกว่า กรณีสื่อออนไลน์เผยแพร่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกากรณีลูกจ้างที่เข้าร่วมโครงการสมัครใจลาออกหรือเกษียณก่อนกำหนด (เออร์ลี่รีไทร์) จะได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเพราะเหตุการเลิกจ้างไม่ใช่เป็นการลาออกนั้น คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 5-6 ปีก่อนซึ่งช่วงนั้นมีนายปั้น วรรณพินิจ เป็นเลขาธิการ สปส.และตนเป็น ผอ.กองนิติการซึ่งภายใน สปส.มีความเห็นไม่ตรงกันโดยกองนิติการเห็นว่ากรณีลูกจ้างเข้าโครงการสมัครใจลาออกหรือเกษียณก่อนกำหนดควรถือเป็นการเลิกจ้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติมองว่าเป็นการลาออกเอง
ดังนั้น กองนิติการจึงยื่นเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเพื่อให้ประเด็นนี้ได้ข้อยุติ
ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกามีคำวินิจฉัยออกมาว่า กรณีลูกจ้างที่เข้าโครงการสมัครใจลาออกหรือเกษียณก่อนกำหนดให้ถือเป็นการเลิกจ้างเพราะไม่ใช่เป็นลาออกเองของลูกจ้างตามปกติ แต่เป็นโครงการที่สถานประกอบการจัดขึ้นโดยมีการจ่ายเงินชดเชยตามอายุงาน ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และอำนาจการตัดสินใจให้ลูกจ้างเข้าร่วมโครงการอยู่ที่สถานประกอบการไม่ได้อยู่ที่ตัวลูกจ้าง ทำให้ประเด็นนี้ได้ข้อยุติโดยทุกฝ่ายทั้ง สปส. นายจ้างและลูกจ้างต่างยอมรับและเข้าใจตรงกัน
โดยนับแต่นั้นมาทุกหน่วยงานของ สปส.ได้ยึดตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นแนวปฏิบัติมาโดยตลอด จะจ่ายเงินสิทธิประโยชน์กรณีเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างที่เข้าโครงการสมัครใจลาออกหรือเกษียณก่อนกำหนดให้ถือเป็นกรณีเลิกจ้างโดยได้รับร้อยละ 50 ของค่าจ้าง เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งกรณีของลูกจ้างรับเหมาค่าแรง(ซับคอนแทรค)ของบริษัทโตโยต้าที่เข้าร่วมโครงการจากกันด้วยใจก็เช่นกัน