คดีฆ่าและข่มขืนครูสาวที่จังหวัดสระบุรีเป็นเหตุการณ์ที่ช็อคคนในสังคม แต่ยิ่งกว่านั้นทำให้เกิดคำถามว่าทำไมระบบราชทัณฑ์ที่มีอยู่จึงไม่สามารถป้องกันไม่ให้คนที่เคยทำผิดมาก่อนทำผิดซ้ำอีก
นายชาตรี ผู้ต้องหาในคดีฆ่าข่มขืน น.ส. จุฬารัตน์ โทวรรณา เพิ่งจะเดินออกจากคุกเมื่อ 10 เดือนที่แล้วหลังรับโทษไม่ถึง 2 ปี ในคดีข่มขืนในจังหวัดเดียวกัน
นายชาตรีเป็นหนึ่งในนักโทษที่ได้รับการอภัยโทษ และติดคุกจริงๆ เพียง 1 ปี และ 7 เดือนเท่านั้น
นายชาตรีออกจากคุกเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558 และหลังจากนั้นเพียง 10 เดือน ก็กลับมาเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าข่มขืนที่สะเทือนความรู้สึกของคนทั้งประเทศ
ในการแถลงข่าวที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 หลังการทำแผนประกอบคำรับสารภาพเช้าวันนี้ ชาตรียอมรับสารภาพเป็นคนฆ่า น.ส. จุฬารัตน์
ซึ่งนายชาตรี ยอมรับว่าเคยคุยกับผู้ตาย เมื่อเจอก็จะทักทาย และรู้สึกชอบวันก่อเหตุ พบว่าประตูห้องพักของผู้ตายไม่ได้ล็อก ประตูไม้เปิดอยู่ เลยเข้าไปแล้วเจอประตูเหล็กแล้วผลักประตู้เหล็กเข้าไป แต่พอเข้าไปก็เตะปลั๊ก ทำให้ผู้ตายตื่น และกรี๊ดร้อง ด้วยความกลัว จึงใช้มีดปลายแหลมที่อยู่ภายในห้องของผู้ตายมาปาดคอโดยที่ผู้ตายเพียงแค่กรีดร้องและยังไม่ได้ร้องขอชีวิต พอผู้ตายมาประมาณ4-5เดือน ซึ่งที่ก่อเหตุตั้งใจจะเข้าไปลักทรัพย์ เพราะอยากได้ทรัพย์สิน และหวังจะข่มขืนด้วย แต่ยังไม่ได้ข่มขืน เพราะผู้ตายรู้สึกตัวก่อน ขณะที่บาดแผลที่มือ มาจากโดนมีดบาดขณะปาดคอ
พล.ต.ต. ธิติ แสงสว่าง ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดสระบุรี ตั้งขอสงสัยว่านายชาตรี อาจจะเกี่ยวข้องกับเหตุข่มขืนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีผู้เสียหายมาแจ้งความ เพราะความหวาดกลัว จึงอยากให้ผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที
กรณีของนายชาตรี นี้ถือเป็นภัยจากคนใกล้ตัว จุดที่เกิดเหตุเป็นบ้านเช่าที่ผู้พักอาศัยส่วนใหญ่เป็นครู และมีคนนอกไม่กี่คน และในคืนวันเกิดเหตุในช่วงหัวค่ำ รายงานของตำรวจระบุว่ามีเพื่อนๆ ที่เป็นครูมาร่วมรับประทานอาหารที่ห้องของน.ส.จุฬารัตน์ และยังชวนนายชาตรี ร่วมรับประทานอาหารด้วย แต่ได้ตอบปฏิเสธ และสุดท้ายก็เกิดเรื่องร้ายที่ไม่มีใครคาดฝันขึ้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามว่าต่อระบบราชทัณฑ์ว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหนในการเฝ้าติดตามนักโทษที่พ้นโทษ และต่อระบบการบำบัดนักโทษในคดีข่มขืน
ไพร์มไทม์ ได้รับคำอธิบายจาก รองปลัดกระทรวงยุติธรรมกอบเกียรติกสิวิวัฒน์ ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกลุ่มภารกิจพัฒนาพฤตินิสัยว่าผู้ต้องขังคดีข่มขืนถือว่าอยู่ในกลุ่มคนที่เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง โดยปกติเรือนจำจะจัดให้มีโปรแกรมบำบัดและพัฒนาจิตใจนักโทษกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะแต่การบำบัดฟื้นฟูยังทำได้ไม่เต็มที่เพราะขาดแคลนนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์จึงจัดโปรแกรมบำบัดได้เพียงเรือนจำในเขตกทม.ไม่ครอบคลุมถึงเรือนจำในต่างจังหวัด
คดีที่เกิดขึ้นล่าสุดได้ทำเกิดกระแสเรียกร้องให้เพิ่มโทษความผิดในคดีข่มขืนเป็นประหารชีวิต แต่วันนี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องนี้
สำหรับ สถิตินักโทษเด็ดขาดของกรมราชทัณฑ์แยกตามลักษณะความผิดคดีความผิดเกี่ยวกับเพศมีทั้งสิ้น 4,391 คดีแบ่งเป็นนักโทษชาย 3,406 รายนักโทษหญิง985 รายคิดเป็นร้อยละ 1.68 ของนักโทษทั้งหมด
พ.ต.อ.ณรัชต์เศวตนันทน์อธิบดีกรมคุมประพฤติยอมรับไพร์มไทม์เช่นกันว่ากรณีที่ผู้ต้องหาที่เพิ่งพ้นโทษออกมาก่อคดีอาญาทำร้ายสังคมนั้นกรมคุมประพฤติจึงเตรียมที่จะแก้ระเบียบโดยดึงอำนาจการอนุมัติพักโทษซึ่งเคยกระจายอำนาจให้กับผู้อำนวยการนักงานคุมประพฤติจังหวัดกลับมายังอธิบดีกรมคุมประพฤติ. เพื่อให้การพักโทษหรือปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษผ่านการตรวจสอบอย่างรัดกุมและเพื่อป้องกันไม่ให้การคืนคนดีสู่สังคมกลายเป็นการคืนคนที่เลวกว่าเดิมกลับให้สังคม
ในส่วนของภาคการบำบัดเยียวยานักโทษวิศิษฏ์วิศิษฎ์สรอรรถอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนบอกกับไพร์มไทม์ว่าจากสถิติพบว่าคดีทางเพศที่เกี่ยวกับเยาชนพบว่ามีเพียง 10 % เท่านั้นที่กลับมาก่อเหตุซ้ำอีกครั้งแต่หลังจากที่กรมพินิจฯได้นำระบบจัดทำแผนให้คำปรึกษาแนะนำติดตามดูแลเด็กและเยาวชนเฉพาะรายตั้งแต่เริ่มเข้ามาในศูนย์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในกลุ่มเด็กที่ความเสี่ยงสูงพบว่ามีเด็กกลับไปทำความผิดซ้ำไม่ถึง 2 % ในภาพรวมถือว่าสามารถแก้ปัญหาการกระทำผิดซ้ำได้ดีขึ้น