พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระวัดสร้อยทอง กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าว ยังเอาโทษสึกท่านไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำผิดวินัยร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ต้องมีการสืบสาวหาสาเหตุก่อนว่า ทำไมท่านถึงมีพฤติกรรมอย่างนี้
จากที่ได้ฟังได้ดูคลิป รู้สึกคุ้นมาก คล้ายกับลูกศิษย์ หากใช่ก็คือ พระรูปนั้นมีอาการทางประสาท มักจะกำเริบในเวลากลางคืน เวลากำเริบก็อยากจะคุยกับคนอื่น จะโทรศัพท์หาคนที่รู้จัก ถ้ามีใครไปต่อปากต่อคำ ทำให้ไม่พอใจ ท่านก็จะควบคุมอารมณ์ไม่ได้
ถ้าเป็นภิกษุบ้า ทางพระธรรมวินัยให้การคุ้มครอง ไม่ให้ปรับอาบัติกับพระภิกษุบ้า
ถ้าเป็นพระปกติ ไม่มีอาการทางจิต ก็ต้องให้เจ้าอาวาสที่ท่านสังกัดพิจารณาว่า ทำไมถึงมีพฤติกรรมอย่างนี้ และพฤติกรรมที่ท่านแสดงออกนั้นจะต้องรับผิดชอบในพระธรรมวินัย ระบุไว้ว่า บุคคลที่บกพร่องทางเพศ มองไม่รู้ว่าเป็นเพศชาย หรือเพศหญิง ระบุเพศไม่ได้ ห้ามบวช
สำหรับผู้ชาย 3 ประเภท ที่บวชได้ ไม่มีข้อห้าม ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย ก็คือ ผู้ชายที่มีรสนิยมชอบผู้ชายมาตั้งแต่ก่อนบวช ผู้ชายที่พึงพอใจที่จะดูกิจกรรมทางเพศ และผู้ชายที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ในเวลาข้างแรม ข้างขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อเข้ามาบวชแล้ว ผู้ชายทั้ง 3 ประเภทดังกล่าว ต้องละลายพฤติกรรม เพื่อให้มีพฤติกรรมให้เหมาะสมกับสมณเพศหากเจ้าอาวาสจะไม่ให้ผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศบวช ถือว่า เป็นการลิดรอนสิทธิ เพราะพระธรรมวินัยอนุญาต ภายหลังบวชแล้ว พระอุปัชฌาย์จะต้องดูแลสั่งสอนพระที่บวชให้อย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 5 พรรษา
มีพระเณรหลายรูป ที่ก่อนบวชไม่ได้มีพฤติกรรมในลักษณะเพศที่สาม แต่มาเบี่ยงเบนภายหลังบวชปัจจุบัน ผู้ที่รู้ตัวอยู่แล้วว่า ตัวเองเป็นเพศที่สาม น้อยมากที่จะบวช สำหรับผู้ที่แปลงเพศแล้วจะไม่บวชกรณีที่บอกว่า เจ้าอาวาสต้องรับผิดชอบ โทษถึงกับปลดจากตำแหน่ง ตรงนี้ต้องดูเป็นกรณี ต้องให้ความเป็นธรรมต่อท่านเจ้าอาวาสด้วยมีมี่ เทา เพศที่สามที่เคยบวช กล่าวว่า บวชตั้งแต่ 11 ขวบ ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองต้องการเป็นอะไร หลังจากบวชแล้วถึงได้พบความต้องการของตัวเอง ขณะบวชนั้น ไม่ได้แสดงออกถึงพฤติกรรมของความเบี่ยงเบนทางเพศ
การแสดงออกของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับการสำรวจของตัวเองจากกระแสข่าว โดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับบางคน บางพวกเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับพระเณรทุกรูป