แต่ต่อมาพบว่า มีการนำภาพสื่อมวลชน ไปเผยแพร่ในเฟสบุค โดยมีข้อความที่บิดเบือนความจริงในการใส่ความเห็นส่วนตัวไป เช่น ผู้ที่ใช้ชื่อเฟสบุคว่า 'พระมหาบุญยงค์ จิตตฺทนฺโต' โดยใส่ข้อความบรรยายภาพว่า "เมื่อสื่อต้องการก้าวข้ามกับความเสื่อม ใจเริ่มซึบซับกับความเลื่อมใส ตั้งจิตนำบูชาพระรัตนตรัย ขณะตั้งใจนำเสนอข่าวสารตามความเป็นจริง เพื่อความเจริญ มั่นคงแห่งบวรพระพุทธศาสนา ขออนุโมทนาสาธึการ แล้วติดแฮทแท็ก #สื่อมวลชนที่รัก #เรารักพระพุทธศาสนา #เรารักวัดพระธรรมกาย และอีกหนึ่งเพจที่ใช้ชื่อว่า 'เรารักวัดพระธรรมกาย' โดยมีข้อความภาพว่า "สื่อมวลชนที่รัก กราบพระประธาน ณ อุโบสถ วัดพระธรรมกาย ภาพน่ารักๆที่คนไทยอาจลืมไปแล้ว"
ซึ่งได้มีผู้ที่ร่วมแชร์ภาพข้อความภาพต่างๆต่อๆกันไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ สื่อมวลชน ได้สอบถามข้อเท็จจริงไปยังกลุ่มไลน์ 'News วัดพระธรรมกาย' ซึ่งเป็นกลุ่มไลน์ ที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างวัดพระธรรมกาย คณะศิษยานุศิษย์ และสื่อมวลชน ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและตั้งข้อสังเกตุถึงเจตนาของผู้โพสต์เฟสบุคว่าเป็นการดึงสื่อมวลชนเข้าไปเป็นเหยื่อของความขัดแย้งในครั้งนี้หรือไม่ โดยสื่อมวลชนที่มาติดตามทำข่าววัดพระธรรมกาย ต่างไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ ผู้โพสต์เฟสบุคคนดังกล่าว ลบข้อความและรูปภาพออก รวมถึงเรียกร้องให้ วัดพระธรรมกายออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องไปถึงประเด็นที่ในวันนำสื่อตรวจใต้อุโบสถ ได้ให้สื่อมวลชนลงทะเบียน ที่บริเวณโบสถ์ เพื่อเป็นการบืนยันว่า ได้มาร่วมชมโบสถ์ แต่ต่อมาระหว่างการแถลงข่าวของ นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วีดพระธรรมกาย ก็ได้นำรายชื่อสื่อมวลชนว่าอ้างว่า เป็นรายชื่อสื่อมวลชนที่มาร่วมเป็นพยานในการตรวจค้น ซึ่งส่งผลให้อาจนำไปสู่ความเสียหาย ทางสื่อมวลชนจึงได้เรียกร้องให้ชี้แจงในประเด็นนี้ด้วย
นายองอาจ ได้ชี้แจงผ่านไลน์กลุ่มดังกล่าวว่า เรื่องการโพสต์เฟสบุคที่นำภาพสื่อมวลชนไป เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางวัดพระธรรมกาย และทางคณะศิษย์ฯ จะประสานก่อนเพื่อขอให้ลบข้อความ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ส่วนกรณีการลงชื่อเป็นพยาน ระบุว่า ไม่ได้มีเจตนาเพื่อนำไปต่อสู้ทางคดี แต่เพื่อร่วมบันทึกในประวัติศาสตร์เท่านั้น สำหรับท่าทีของทางวัดพระธรรมกาย ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะแถลงขี้แจงในประเด็นนี้อย่างเป็นทางการหรือไม่
กนกวรรณ ฌาญกีฬา รองโฆษกคณะศิษยานุศิษย์ บอกถึงกรณีที่มีการแชร์ภาพสื่อมวลชน ที่ไปร่วมตรวจสอบอุโบสถวัดพระธรรมกาย และนำข้อความไปบิดเบือนข้อเท็จจริง ว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่สามารถไปกำหนดความคิดของแต่ละบุคคลได้ แต่เมื่อทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคณะศิษยานึศิษย์พยายามทำความเข้าใจ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะแถลงชี้แจงต่อกรณีนี้หรือไม่นั้น ก็ได้รับคำยืนยันว่า เป็นเรื่องของส่วนบุคคลภาพรวมของเฟสบุคไม่มีภาพของส่วนกลาง ไม่มีคำของส่วนกลาง และที่ผ่านมาทำความเข้าใจกับลูกษิษย์วีดพระธรรมกายมาโดยตลอดว่า การทำงานของสื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจะไม่ไปจำกัดสิทธิ และไม่ไปก้าวล่วงในการทำงาน