ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 24 มิ.ย.59 เวลา 09.30 น. นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานโจทก์นัดสุดท้าย คดีโครงการรับจำนำข้าว หมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
โดยอัยการนำ นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการจำนำข้าว ซึ่งเคยไต่สวนไปแล้วเมื่อวันที่ 13 พ.ค.แต่ยังไม่เสร็จสิ้น มาเบิกความต่อในวันนี้
ซึ่งทนายความจำเลย ได้ซักค้านนายจิรชัย ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการจำนำข้าว ในประเด็นการตรวจสอบโครงการจำนำข้าว สรุปว่า พยานได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจสอบทั้งโครงการจำนำข้าวและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งโครงการจำนำข้าวคณะกรรมการฯ ได้ไต่และพิจารณาจากพยานเอกสารจากรายงาน สตง. , ป.ป.ช. รวมทั้งพยานบุคคลจากนักการเมือง หน่วยงานรัฐ และฝ่ายจำเลย ประกอบกับสาระสำคัญที่จำเลย มีบทบาทเป็นประธาน กขช.จึงพบว่า จำเลยมีหน้าที่โดยตรงที่จะใช้ดุลพินิจกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายแต่กลับปล่อยให้มีการทุจริตและเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งจนทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการกระทำด้วย โดยจำเลยสามารถอ้างให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมชดใช้ค่าเสียหายได้แต่จำเลยก็ไม่ยอมมาให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการฯ
ซึ่งสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก ก็พบว่ามีการทุจริตทุกขั้นตอนของโครงการจำนำข้าว ขณะที่ยอมรับว่าไม่มีความรู้ทางบัญชีจึงไม่สามารถตอบได้ว่าตัวเลขที่คณะอนุกรรมการฯ ปิดบัญชีสรุป จึงไม่ตรงกัน 2 ครั้ง แต่เชื่อว่าข้อมูลคณะอนุกรรมการฯ ปิดบัญชีได้ผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐแล้วจึงเชื่อถือได้แล้วนำมาประกอบการพิจารณา
ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้เข้มงวดหลังได้รับหนังสือทักท้วงทั้ง 2โครงการจากหน่วยงานรัฐนั้น พยานไม่ได้นำมาพิจารณาเนื่องจากจำเลยไม่ได้ดำเนินการชัดเจน เป็นเพียงการกล่าวอ้างเท่านั้น โดยระหว่างการตรวจสอบพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เพื่อหารือข้อกฎหมาย รวมทั้งขอความเห็นที่จำเลยอ้างขอให้ไต่สวนพยานเพิ่ม ซึ่งนายวิษณุ บอกว่าต้องให้โอกาสกับจำเลยเพราะยังมีเวลาเหลืออยู่
ภายหลังนายจิรชัย พยานโจทก์ แถลงต่อศาลว่า พยานทำงานด้วยซื่อสัตย์สุจริต มีอิสระไม่ถูกกดดัน ไม่ได้ทำเฉพาะตนเอง แต่ทำในนามคณะกรรมการที่มีผู้คนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญหลายมิติ ทั้งเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง การปกครอง กฎฤษฎีกา กระทรวงเกษตรฯ และพาณิชย์ พยานให้ความเป็นธรรมกับจำเลย ซึ่งมูลค่าความเสียหายเมื่อหักจากเงินประชาชนที่ได้ประโยชน์และตัดดอกเบี้ยในโครงการออกแล้ว ความเสียหายอยู่ที่ 286,000 ล้านบาทเศษ โดยผลการตรวจสอบนี้ยังต้องมีคณะอนุกรรมการฯ ของกระทรวงคลัง ตรวจสอบและสรุปตัวเลขชัดเจนอีกครั้ง
ทั้งนี้เมื่อไต่สวนพยานโจทก์ปากสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว ศาลได้ชี้แจงคู่ความ ทราบว่า ได้สั่งให้เลขาธิการศาลฎีกาฯ และ เลขานุการขององค์คณะ ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งในกรณีทนายความจำเลย ยื่นคำร้องว่าหลังจากที่ศาลยุติธรรมได้แถลงข่าวห้ามคู่ความและบุคคลเสนอข่าวชี้นำ หรือบิดเบือนให้หลงผิดต่อกระบวนการยุติธรรมแล้วปรากฏว่ามีการเผยแพร่หนังสั้น เรื่อง " ต้นกล้า " โดย ป.ป.ช.และกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ที่มีเนื้อหาฝ่าฝืนคำสั่งศาลจึงขอให้ศาลเรียกหน่วยงานดังกล่าวมาดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกฎหนดของศาล หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร ส่วนการไต่สวนนั้น ศาลกำหนดนัดไต่สวนพยานจำเลยนัดแรก ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น.
ขณะที่ก่อนเข้าฟังการไต่สวนพยานโจทก์ น.สยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ กล่าวถึงมุมมองเรื่องประชาธิปไตยซึ่ง วันนี้ (24 มิ.ย.) ครบ 84 ปี ในการเปลี่ยนการปกครอง มาเป็นระบอบประชาธิปไตย 84 ปีแล้วว่า 84 ปีที่ผ่านมา ก็มีความพยายามที่จะให้ประเทศของเรานั้นก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์โดยมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และช่วงนี้ก็เป็นช่วงสำคัญที่เราจะมีรัฐธรรรมนูญฉบับใหม่ตรงนี้จึงอยากเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และวันครบรอบ 84 ปีนี้อยากให้ประเทศไทยของเรานั้นก้าวไปข้างหน้า ให้ทุกท่านและคนไทยทุกคนได้นึกถึงเจตนารมณ์อันนี้ โดยเชื่อมั่นว่าการที่ประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตย ให้สิทธิเสรีภาพแก่พี่น้องประชาชน เป็นทางออกที่ดี และจะทำให้ประเทศของเราก้าวต่อไปข้างหน้า อยากให้เราหลุดพ้นเพื่อที่จะได้ก้าวไปสู่ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ถ้าไม่ได้ก้าวไปสู่แบบสมบูรณ์ก็จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เมื่อถามว่าอีก 40 วันจะถึงวันลงประชามติ 17 ส.ค.นี้ แต่ขณะนี้ประชาชนโดยรวม ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องของรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่ จะฝากไปถึงผู้มีอำนาจหรือผู้รักษาการอย่างไร
น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ กล่าวว่า ในฐานะประชาชนคนหนึ่งขออนุญาตฝาก ไปยังผู้ที่มีอำนาจรัฐหรือผู้ที่อำนวยการในการลงประชามติ หรือ กกต.อยากให้กติกาต่างๆมีความชัดเจนขึ้น ที่สำคัญผู้ที่อำนวยการเลือกตั้ง จะต้องวางตัวเป็นกลาง และกติกาต่างๆ ก็ต้องปฏิบัติกับทุกคนเสมอภาคและต้องมีโอกาสในการแสดงออกทางความคิดเห็น ที่ให้มีการพูดคุยกันทั้งในประเด็นที่รับและในประเด็นที่ไม่รับ ไม่ใช่ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง โดยพี่น้องประชาชนจะเป็นผู้ใช้วิจารณญาณในการรับฟังและตัดสินใจเอง แล้วก็จะทำให้สังคม ยอมรับผลที่ออกมา ด้วย
เมื่อถามถึงมาตรการใหม่ของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการจ่ายเงินให้ชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท วงเงินประมาณ 40,000 - 50,000 ล้านบาท เป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ กล่าวว่า จะไม่ขอกล่าวมาก แต่ว่าต้องไปดูที่ผลมากกว่า ขณะที่เชื่อว่าการจะช่วยเหลือเกษตกร โดยเฉพาะชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ เป็นเจตนารมณ์ที่ทุกรัฐบาล ทุกสมัยเห็นเหมือนกันหมด แต่วิธีการในรายละเอียดต่างกัน ที่สำคัญต้องไปดูที่ผลว่าชาวนาได้รับประโยชน์เต็มที่และได้รับโดยทั่วถึงหรือไม่ ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เฟซบุ๊ก ไลฟ์ ทุกวัน ในประเด็นการรับร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่า ผู้ที่รักษากติกา ต้องวางตัวเป็นกลาง และต้องให้กติกาต่างๆนั้นเกิดความเท่าเทียม เพราะถ้าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือห้ามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คนก็จะมองถึงผู้ที่รักษากติกาจึงอยากให้ตรวจดูและพิจารณาอย่างรอบคอบ ทุกคนก็เรียกร้องและอยากเห็นการเปิดพื้นที่ที่จะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสิทธิเสรีภาพด้วย
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวถึงการสะท้อนปัญหาปากท้องจากประชาชนในการลงพื้นที่พบประชาชนหลายจังหวัดด้วยว่า ส่วนใหญ่ก็เป็นห่วง โดยเฉพาะเศรษฐกิจวันนี้อาจคงที่ ไม่ได้เติบโตไปมากนัก ผู้ที่มีรายได้น้อยจะประสบปัญหา ก็อยากให้รัฐบาล หามาตรการต่างๆ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในต่างจังหวัด เพราะไม่มีพื้นที่ในการที่จะบอกเรื่องปัญหาปากท้อง
ขณะที่การไต่สวนพยานโจทก์ 1 ปากนัดสุดท้าย วันนี้เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 12.00 น. โดยเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินออกจากประตูศาลฎีกาฯ ออกมา ก็มีมวลชนประมาณ 100 คน นำดอกกุหลาบสีแดง และพวงมาลัยดอกไม้ มามอบให้อดีตนายฯ พร้อมร้องเพลงแฮปปี้ เบิร์ธเดย์ อวยพรวันเกิดย้อนหลังให้ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีสีหน้ายิ้มแย้ม โดยมวลชนตะโกนว่า "นายกฯ ของประชาชน เรารักยิ่งลักษณ์ เรารักทักษิณ นายกฯ สู้ๆ "
เมื่อถามถึงความพร้อมในการเตรียมไต่สวนจำเลยนัดแรกในวันที่ 5 ส.ค.นี้ว่าจะหวั่นใจหรือไม่ถ้าถูกอัยการ โจทก์ ซักค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มว่า "ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม "
ขณะที่ทีมกฎหมาย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมนัดไต่สวนพยานจำเลยว่า ไม่ห่วงเรื่องการซักค้าน เพราะตามกระบวนการทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องส่งคำถามทำให้รู้แนวคำถามล่วงหน้าอยู่แล้ว เราเพียงเตรียมข้อมูลให้พร้อม