นายสรรพวัฒน์ เกิดชนะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท้ายตลาด อำเภอเมืองลพบุรี พร้อมด้วยนายวันชัย สีชมพู ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภอเมืองลพบุรี และทหารชุดปฏิบัติการพื้นที่ มณฑลทหารบกที่ 13 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณบ้านวัดหลวง และบ้านไผ่แหลม หมู่ที่ 16 ตำบลท้ายตลาด อำเภอเมืองลพบุรี หลังจากมีพายุลมแรงพัดถล่มสร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงไก่ในโรงเรือนหลังคาเปิดได้รับความเสียหายกันจำนวนมาก
โดยเฉพาะโรงเรืองเลี้ยงไก่ของนายสุพรรณ จิตร์เหลี่ยม อายุ 32 ปี ถูกพายุพัดถล่มหลังคาสังกะสีปลิวว่อนไปที่ทุ่งท้องนาไกลประมาณ 200 เมตร นอกจากนี้แล้วยังมีโรงเรือนเลี้ยงไก่ของเกษตรกรถูกพายุพัดหอบเอาหลังคาอีกหลายโรงเรือน
เบื้องต้นตรวจสอบมีโรงเรือนเลี้ยงไก่ชาวเกษตรกรเสียหายไปทั้งสิ้นจำนวน 13 โรงเรือน มีไก่ตายไปประมาณ 20 ตัว ต้องเร่งส่งให้ฟาร์มมารับไก่เป็นไปดำเนินการ ส่วนบางรายที่เลี้ยงลูกไก่ก็ยังหาวิธีเร่งซ่อมแซมหลังคาให้ทันก่อนที่จะมีฝนตกหนักขึ้นมาอีก นอกจากนี้ที่โรงเรียนวัดหลวงท้ายตลาด ศาลาพักผู้ปกครองนักเรียน ถูกลมพัดจนด้านแรงลมไม่ไหว้จนโคนเสาหักหลังคาโค่นลงมากองกับพื้นทั้งหลัง โชคดีที่ขณะเหตุเกิดเป็นช่วงหลังโรงเรียนเลิกนักเรียนผู้ปกครองกลับบ้านกันหมดแล้ว ตรวจสอบเบื้องต้นพบเหล็กภายในโคนเสาผุกร่อนไม่มีความแข็งแรงประกอบกับใช้งานมากว่า 20 ปี
นายสุพรรณ จิตร์เหลียม เกษตรกรเลี้ยงไก่โรงเรือน กล่าวว่า ตนเองเลี้ยงไก่เนื้อส่งขายฟาร์มแห่งหนึ่งขณะนี้ไก่มีอายุได้ 7 เดือน และช่วงคว่ำที่ผ่านมาได้เกิดมีพายุลมแรงมาก จนทำให้หลังคาสังกะสีของโรงเรือนเลี้ยงไก่ค่อย ๆ เปิดและปลิวไปทีละแผ่นตามกระแสลมนานประมาณ 20 นาที ส่งผลให้ไก่ถูกฝนเปียกไปจำนวนมากบางตัวถึงกับน๊อคตายก็มีแต่มามาก หลังพายุผ่านไปสงบลงตนจึงได้แจ้งให้ทางฟาร์มนำรถมาขนไก่ไปเพราะไก่ก็ครบกำหนดพอดี ส่วนที่ฟาร์มตนถูกพายุถล่มพังเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วต้องไปกู้เงิน ธกส.มาสร้างโรงเรือนใหม่หมดเงินไปกว่า 2 หมื่นบาท ส่วนครั้งนี้หนักกว่าครั้งที่แล้วคงต้องกู้ ธกส.มาซ่อมแซมโรงเรือนอีกคาดว่าคงไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นบาทอย่างแน่นอน
ด้าน นายสรรพวัฒน์ เกิดชนะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท้ายตลาด กล่าวว่า จากการตรวจสอบความเสียหายพบว่ามีโรงเรือนเลี้ยงไก่ของเกษตรกรเสียหายไปทั้งหมด 17 โรงเรือน ความเสียหายอยู่ที่หลังละ 2 ถึง 7 หมื่นบาท ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนตำบลท้ายตลาด ในขั้นต้นนี้ตามระเบียบแล้วสามารถช่วยเหลือได้เพียง 5,000 บาท เท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีบ้านเรือนราษฎรเสียหายเล็กน้อยอีก 25 หลังคาเรือน สำหรับการช่วยเหลือขณะนี้ได้เร่งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะขอกำลังพลทหารพื้นที่ มาช่วยเร่งซ่อมแซมโรงเรือนเลี้ยงให้แก่เกษตรกรอย่างเร่งด่วนแล้ว สำหรับเหตุการณ์พายุถล่มครั้งนี้ประมาณค่าเสียหายทั้งหมดประมาณ 6 แสนบาท อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะได้มีการแนะนำให้เกษตรกรได้ปลูกต้นสนเป็นแนวรอบบ่อกันลมเพื่อป้องกันแรงลมที่จะมาซ้ำอีกต่อไป