นับเป็นการออกมาตรการ เป็นที่ถูกอกถูกใจของพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ด้วยการเปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 1 แสนบาท มาลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเป้าหมายของการลงทะเบียนครั้งนี้เพื่อจัดทำฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ อย่าง อาจารย์ธนวรรธ์ พลวิชัย บอกว่า การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยนับเป็นเรื่องดี แต่จะสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้จริงหรือไม่นั้น ต้องดูจากตัวสวัสดิการที่รัฐจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งอาจารย์ให้ความเห็นด้วยว่าการจัดสวัสดิการรัฐจะต้องให้ตรงกับความต้องการของประชาชนในแต่ละกลุ่ม เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ ผู้สูงที่มีรายได้มาก และผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ควรได้รับเบี้ยที่แตกต่างกัน
คุณลุงธนะพัฒน์ ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ที่โรงแรมชื่อดังย่านถนนเจริญกรุง รายได้เฉลี่ยต่อปีอยู่ที่แสนกว่าบาท แม้จะไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับสวัสดิการรัฐแต่คุณลุงก็เห็นด้วยกับโครงการนี้ และเพื่อความเท่าเทียมรัฐควรปรับค่าแรงขั้นต่ำให้เพิ่มมากขึ้น ด้วยขณะที่คุณป้านวพร ซึ่งยึดอาชีพค้าขายมายาวนานกว่า 30 ปี โดยใช้พื้นที่บริเวณทางเดินเท้าเป็นที่ตั้งร้านค้า บอกว่า สวัสดิการจากรัฐยังไม่มีความจำ เพราะสำหรับกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า อย่างพวกเค้าขอแค่รัฐไม่ไล่พื้นที่ทำกินก็เพียงพอแล้วเมื่อเปรียบเทียบรัฐสวัสดิการของไทย กับรัฐสวัสดิการของต่างประเทศที่สนับสนุนเรื่องเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง ถือว่าไทยยังมีความแตกต่างอยู่มาก เพราะประเทศที่มีการจัดการสวัสดิการรัฐได้อย่างครอบคลุม เป็นประเทศที่สามารถจัดเก็บรายได้ในรูปแบบภาษีเพื่อมาสนับสนุนนโยบายประมาณ 30-40 % ของจีดีพี ขณะที่ไทยจัดเก็บภาษีได้เพียง 17-18 % ต่อจีดีพีเท่านั้น จึงไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดสวัสดิการได้อย่างเต็มรูปแบบ และคงต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปี จึงจะเหมือนประเทศอื่นๆ