การปาฐกถาพิเศษในการสัมนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนมในช่วงเช้าที่ผ่านมา มีการให้แนวทางในการพัฒนาเมืองของหลายส่วน ทั้งเรื่องของ ระบบคน ระบบรัฐ หรือเรื่องของพื้นที่ว่าขณะนี้ นครพนมเร่งเครื่องรอการสะบัดธงเพื่อเดินหน้าต่อไปแล้ว
นาย สมชาย วิทย์ดำรง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวถึงศักยภาพของจังหวัดนครพนมในการเตรียมเป็นเมือง one stop service ว่าหากดูในเชิงพื้นที่ นครพนมเป็นจังหวัดที่อยู่ชายแดนติดกะบ สปป.ลาว และมีระยะห่างจากชายแดนน้อยที่สุด อีกทั้งยังมีเครื่องบินไปกลับถึงวันบะ 8 เที่ยว
ส่วนปริมาณการค้าในปี 2553 มีมูลค่า 5,000 ล้านบาท แต่หากมาดูในปีนี้ สูงขึ้นถึง 5 เท่า คือ 12,0000 ล้านบาท ในขณะเดียวกันส่วนราชการก็มีการเตรียมพื้นที่สาธารณะ บริเวณโคกภูกระแต 1,280 ไร่ ซึ่งก็ผ่านทางอนุกรรมการจัดหาที่ดินเรียบร้อยแล้ว โดยมีการวัดรังวัดแผนที่ โดยใช้มาตรา 44 ในการประกาศใช้ที่ราชพัสดุ ในขณะนี้หากเปรียบ จ.นครพนม เป็นเครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์ที่เร่งเครื่องรธงสะบัด แล้วเดินหน้าต่อไป
ทางด้าน พล.ต.อ.อดุล แสงสิงห์แก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มองว่า การพัฒนาคนเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา ฉะนั้นควรมีการพัฒนาคน สร้างจิตสำนึกให้ประชาขน หวงแหนวัฒนธรรม คอรบครัว การศึกษา สร้างคนให้มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสร้างระบบการท่องเที่ยวต้องทีความสะดวก นักท่องเที่ยวต้องเห็นความสะอาด สร้างเส้นทางให้มีระเบียบ นอกจากนี้ภาครัฐในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ต้องเป็นหน่วยงานที่มีความรู้ ให้บริการด้วยความรวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ สถานที่ราชการหรือเมืองต้องมีความสง่างาม
นายชาญยุทธ อุปพงศ์ ประธานหอการค้าบอกว่า วันนี้นครพนมมีความพร้อมในเรื่องพื้นที่ ทำเลที่ตั้ง ในการทำธุรกิจ แต่นักธุรกิจต้องมีความพร้อมด้วย ซึ่งทางหอการค้าอยากจะเชิญชวนคนในท้องถิ่นมาร่วมลงทุน เรามีทุนน้อยก็ลงน้อย มีทุนใหญ่ก็ขยับขึ้นมา การลงทุนในพื้นที่มีระดับเมกะโปรเจค ระดับพันล้าน กิจการโรงแรมที่พัก ศูนย์ประชุมฯ เรื่องโรงแรมและเรื่องตลาดไมซ์ก็เข้ามาแล้ว ระดับกลางก็เข้ามาในระดับ ร้อยล้านสองร้อยล้าน วันนี้พื้นที่จังหวัดนครพนมมีเพียงพอ ไม่ใช่มีแค่ 1,860 ไร่ ที่กันไว้ให้นักลงทุนมาลงทุนเท่านั้น จะมีการประกาศในเร็วๆ นี้อีก
หลังจากนี้ในช่วงบ่าย การสัมมนาเศรษฐกิจพิเศษ นครพนม จะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้ได้ข้อสรุป และวางทิศทางที่ชัดเจน ร่วมกัน เพื่อเปิดประตูการค้าสู่อาเซียน