นอกจากนี้ความขัดแย้งกันระหว่างจีนและสหรัฐในปัญหาทะเลจีนใต้ทำให้จีนต้องเพิ่มแสนยานุภาพทางทหาร เพื่อตอบโต้กองทัพเรือของสหรัฐที่ได้เข้ามาปักหมุดในภูมิภาคนี้เรียบร้อยแล้ว โดยที่ในภาพรวมสหรัฐต้องการสกัดอิทธิพลของจีนทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคงและการทหารในเอเชีย
แหล่งข่าวกองทัพปลดแอกประชาชนจีนไม่ได้บอกเดอะการ์เดียน ถึงกำหนดเวลาที่เรือดำน้ำติดหัวรบนิวเคลียร์จะถูกส่งเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อทำการลาดตระเวนเมื่อใด แต่งยืนกรานว่าแผนการนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ความจริง กองทัพปลดแอกประชาชนจีนอาจจะมีการส่งเรือดำนำติดหัวรบนิวเคลียร์เข้าไปลาดตระเวณในท้องทะเลมหาสมุทรแปซิฟิคแล้วก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ใดทราบอย่างเป็นทางการ เรือดำน้ำของจีนมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะจีนได้เทคโนโลยี่การผลิตเรือดำน้ำชั้นสูงมาจากรัสเซีย
ในการสงครามข้างหน้า เรือดำน้ำจะเป็นแสนยานุภาพอาวุธที่ร้ายแรง เพราะว่าสามารถยิงขีปนาวุธติดหัวจรวดนิวเคลียร์จากใต้ท้องทะเลขึ้นมาสู่อากาศได้ไปสู่เป้าหมายที่อยู่ระยะไกลได้ นอกจากนี้กองเรือดำน้ำสามารถเคลื่อนไหวไปได้ทุกจุดของโลกอย่างสะดวก เปรียบเหมือนกับฐานทัพเคลื่อนที่ขนาดย่อมๆ
ประเมินกันแล้ว กองเรือดำน้ำมีศักยภาพในการทำลายดีกว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินเสียอีกที่อาจจะกลายเป็นเป้านิ่ง
จากรายงานของGlobal Fire Power สหรัฐมีเรือดำน้ำมากที่สุดในโลกถึง75ลำ รองลงมาคือเกาหลีเหนือ 70ลำ จีนมี68ลำ รัสเซียมี60ลำ อิหร่านมี33ลำญี่ปุ่นมี17ลำ เกาหลีใต้มี15ลำ อินเดียมี14ลำ ตุรกีมี1ลำ และกรีซมี11ลำ
ส่วนไทยยังไม่มีเรือดำน้ำแม้แต่ลำเดียว
สหรัฐส่งกองเรือรบเข้ามาในภูมิภาคทะเลจีนใต้เพื่อสกัดการที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวเหนือหมู่เกาะในบริเวณนี้ จีนเตือนสหรัฐไม่ให้รุกเข้าไปในเขต12ไมล์ทะเลในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ที่จีน อ้างกรรมสิทธิ์ แต่ในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐมีการล้ำเข้าไปแล้ว3ครั้ง ทำให้มีการทำสงครามคำพูดขู่กันไปมา
โดยในวันที่18 พ.คที่ผ่านมา เกิดการประจันหน้าขึ้นระหว่างเครื่องบินรบสอดแนมสหรัฐฯ 1 ลำ กับฝูงเครื่องบินขับไล่จีน 2 ลำที่บินเฉียดในลักษณะเกือบเฉี่ยวชนในรัศมี 50 ไมล์ของเกาะไห่หนาน(Hainan island) ฐานจอดของเรือดำน้ำปักกิ่งที่มีระบบมิสไซล์ติดตั้งคลาสจินจำนวน 4 ลำ ซึ่งเรือดำน้ำลำที่ 5 มีข่าวว่ากำลังอยู่ในระหว่างการต่อ
ทางเพนตากอนชี้ว่า เป็นการอินเทอร์เซฟที่ไม่เหมาะสม และทำให้ทางปักกิ่งออกมาตอบโต้ จากการรายงานของฟ็อกซ์นิวส์ ประกาศสั่งให้สหรัฐฯทำการยุติการตรวจการณ์รอบทะเลจีนใต้เสีย ซึ่งกระบอกเสียงจากกระทรวงการต่างประเทศจีนอ้างเหตุผลที่ว่า การตรวจการณ์เช่นนี้เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางทะเลของปักกิ่ง
ทะเลจีนใต้กำลังกลายเป็นภูมิภาคที่มีความขัดแย้งทางทหาร จากการที่จีนขัดแย้งกับประเทศ เพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไต้หวัน บรูไน และมาเลย์เซียในการอ้างกรรมสิทธิ์ สหรัฐเพิ่มระดับความขัดแย้งให้สูงขึ้น หลังจากที่ตกลงจะใช้ฐานทัพ5แห่งในฟิลิปปินส์เพื่อสกัดอิทธิพลของจีน นอกจากนี้ประธานาธิบดีโอบามาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการเยือนเวียดนามในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อยกเลิกแซงชั่นการซื้อขายอาวุธกับเวียดนาม ทำให้มีโอกาสสูงที่สหรัฐจะได้เวียดนามเป็นพันธมิตรในการปิดล้อมจีน
ส่วนจีนมีการสร้างเกาะเทียม โครงสร้างพื้นฐานสำหรับฐานทัพ รันเวย์สำหรับเครื่องบิน และอาคารต่างๆบนเกาะในจทะเลจีนใต้เพื่อเตรียมรับมือกับกองทัพสหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาคนี้
ล่าสุดจะเห็นได้ว่าจัดยืนของจีนและสหรัฐแตกต่างกันเป็นอย่างมากในเรื่องทะเลจีนใต้ โดยที่สหรัฐมีจุดยืนว่าต้องการให้พื้นที่ทะเลจีนใต้มีเสรีในการเดินเรือ การค้าขาย รวมทั้งการคมนาคมทางอากาศ โดยที่ไม่มีผู้ใดอ้างกรรมสิทธิ์
ส่วนจุดยืนของจีนมีอยู่4ข้อด้วยกันคือ
1. จีนจะไม่ยอมรับคำตัดสินที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้จากศาลระหว่างประเทศ หรือคณะอนุญาโตตุลาการใดๆ2. จีนเรียกร้องให้สหรัฐหยุดทำการส่งเครื่องบินสอดแนมเข้าไปล้ำน่านฟ้าจีน เพราะว่าถือเป็นการคุกคามความมั่นคงของทะเลและน่านฟ้าจีน3. จีนส่งสัญญานว่าความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ไม่ใช่ธุระของกลุ่มG-7 หรือองค์กรระหว่างประเทศใดๆ4. ความพยายามใดๆที่จะบ่อนทำลายสิทธิ หรือขู่คุกคามจีน หรือทำให้จีนอ่อนแอลงจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ
ในวันศุกร์ที่แล้ว นายแอชตัน คาร์เตอร์ รมวกลาโหมสหรัฐบอกว่าจีนกำลังสร้างกำแพงเมืองจีนของการโดดเดี่ยวตัวเอง ผ่านนโยบายที่ก้าวร้าวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ส่วนกระทรวงการต่างประเทศจีนรีบออกมาตอบโต้ว่า สหรัฐยังคงอยู่ในโหมดของสงครามเย็นที่ไม่รู้จักจบ และจีนจะไม่ยอมแสดงหนังฮอลลีวู๊ดที่วอชิงตันบทกำกับอย่างเด็ดขาด
ในเมื่อจุดในปัญหาทะเลจีนใต้ระหว่างจีนและสหรัฐแตกต่างกันอย่างไม่สามารถจะประนีประนอมกันได้ ทางออกทางเดียวคือต่างฝ่ายต่องขสแสนยานุภาพทางทหารมาอวดศักดากัน ทำให้โอกาสที่อาจจะกระทบกระทั้งกัน หรือปะทะกันทางทหารมีสูงขึ้นเรื่อยๆในภูมิภาคนี้