เนชั่นทีวี

ข่าว

ล่ามือยิงนักอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ

08 พ.ค. 2559 | wanchat

ล่ามือยิงนักอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ

ชุมพร- คนร้ายยิงนักอนุรักษ์ป่าต้นน้ำจ.ชุมพร เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งปมขัดแย้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งติดตามคนร้ายเร่งด่วน

เมื่อเวลา09.00น.วันที่8พค.59พ.ต.ท.นรินทร์ พุ่มสวัสดิ์ สารวัตรสอบสวน สภ.ทุ่งตะโก อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร รับแจ้งเหตุยิงกันมีผุ้เสียชีวิตที่ หมู่ที่5ต.ตะโก


ที่เกิดเหตุ อยู่บนภูเขาสูงเขาตะโกเส้นทางคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ท่ามกลาง ป่าดงดิบขนาดใหญ่ ที่เชิงภูเขาเป็นสวนทุเรียน ร่วม30ไร่ ตั้งอยู่ริมถนนสายห้วยกรวดเป็นถนนลูกรังพบว่า ผู้ถูกยิงได้นำส่ง รพ.หลังสวนแล้ว จึงตรวจสอบที่เกิดเหตุ ห่างเข้าไปจากถนนเพียง สิบเมตร บริเวณ ที่ตั้งเครื่องสูบน้ำในสวนทุเรียน มีร่องรอยเลือด ห่างจากจุดดังกล่าวอีกห้าเมตร พบปลอกกระสุนลูกซอง3ปลอก และ หลักฐานอื่นอีก จำนวนหนึ่ง จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน


ส่วนผู้ที่ถูกยิงชื่อ นายพะเยาว์ ปานโรจน์ อายุ52ปี บ้านเลขที่110หมุ่ที่5ต.ตะโก อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร เจ้าของสวนทุเรียน ถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกซอง เข้าที่บริเวณด้านซ้ายของร่างกาย ตั้งแต่ ศรีษะขมับซ้าย ลำตัว และ ขา พรุนไปทั้งร่าง เสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์ สภาพศพอยู่ในชุดทำสวน ลูกเมียที่นำร่างส่ง โรงพยาบาลต่างพากันร่ำไห้เป็นที่น่าเวทนา


จากการสอบสวน นางสางภัทรมน กรรมริน อายุ33ปี ล้านเลขที่42/24ถ.ประชาอุทิศ ต.ขันเงิน อ.หลังสวน จ.ชุมพร ภรรยาน้อย ของนายพะเยาว์ ได้การว่า ในช่วงเช้าได้เดินทางจากบ้านเพื่อไปรดน้ำสวนทุเรียน กับนายพะเยาว์


ในขณะที่ นาย พะเยาว์กำลังสตาร์ทเครื่องสูบน้ำ ได้มีคนร้ายสองคน เป็นผู้ชาย สวมเสื้อลายพรางแบบที่ เจ้าหน้าที่บางหน่วยสวมใส่เป็นประจำสวมกางเกงยีนส์ ซุ่มห่างจากจุดที่เกิดเหตุ ประมาณ5เมตร ใช้อาวุธปืน แบบลูกซอง5นัด คนละกระบอก กระหน่ำยิงไปที่ร่างของนายพะเยาว์ล้มลงจมกองเลือด


นางสาวภัทรมนได้ยินเสียงปืนรีบวิ่งมายังร่างของนายพะเยาว์และ ร้องให้คนช่วย คนร้ายได้ยิงปืนขู่อีก1นัด แล้วเดินหันหลังกลับขึ้นไปบนภูเขาสูงเดินหายไป จึงรีบไปหาคนมาช่วยนำร่างของนายพะเยาว์ส่ง รพ.หลังสวน แต่สิ้นใจตายก่อนถึง รพ.


ส่วนสาเหตุการสังหาร ตำรวจได้มุ่งประเด็นเรื่องความขัดแย้งกับคนในพื้นที่ ในเรื่องของป่าไม้ที่กำลังเป็นคดีความ ที่นายพะเยาว์ ได้ถูก เจ้าหน้าที่หน่วยหนึ่งแจ้งความข้อหา บุกรุกป่า แต่นายพะเยาว์ได้ต่อสู้และ ให้ข้อมูลแก่ เจ้าหน้าที่ราชการหลายหน่วยถึงพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ราชการบางหน่วย จนเรื่องดังกล่าวกำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในชั้นตำรวจ กำลังจะส่งให้พนักงานอัยการในอาทิตย์หน้า แต่ นายพะเยาว์มาถูกยิงตายเสียก่อน


นายพะเยาว์ หรือหนู ห้วยกรวดเป็นชาวสวน ที่เป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน เนื่องจากเป็นผู้ที่ขยันทำมาหากิน ไม่เที่ยวเตร่ ชอบช่วยเหลือชาวบ้าน อีกทั้งจะคอยตรวจสอบการบุกรุกป่าสงวน ป่าต้นน้ำในซอยห้วยกรวด ซึ่งเป็นผืนป่าดงดิบผืนใหญ่ ใน อ.ทุ่งตะโก เป็นป่าต้นน้ำลำธาร ผืนสุดท้าย ที่เป็นแหล่งน้ำ ให้กับพื้นที่ สวนทุเรียนนับหมื่นไร่ ใน อ.ทุ่งตะโก


จนกระทั่ง เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาหนู ห้วยกรวดพบว่ามีการบุกรุกป่าต้นน้ำบนยอดภูเขาตะโก จาก กลุ่มชาวบ้านและ มีเจ้าหน้าที่หน่วยหนึ่ง รู้เห็นเป็นใจ โดยได้ข้อมูลมาจากเจ้าหน้าที่ทางด้านอุทยานแห่งชาติ


แต่เจ้าหน้าที่หน่วยนั้นไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ เพราะสังกัดกระทรวงเดียวกันอีกทั้งเป็นพื้นที่นอกเขตรับผิดชอบหนู ห้วยกรวด จึงไปพบผู้สื่อข่าว นำไปดูและเสนอข่าวใหญ่ทั้ง นสพ.และ ข่าวทีวี ข่าวออนไลน์ จนเป็นคดีความระหว่างกันหนู ห้วยกรวดเห็นความไม่เป็นธรรม ทั้งที่เป็นผู้ต่อสู้เพื่อรักษาป่าต้นน้ำ แต่กลับ ถูกแจ้งความดำเนินคดี จึงนำเรื่องร้องเรียน ศูนย์ดำรงธรรม จ.ชุมพร จนเมื่อวันที่25 เม.ย.59 หนู ห้วยกรวดพบว่า มีชายสองคนแต่งชุด คล้ายชุดตรวจการณ์แบบชุดอ่อน ที่มีการรีดเครื่องแบบจนกลีบโง้วพร้อมอาวุธปืนยาวแบบลูกซอง5นัด มาซุ่ม อยู่ใกล้ๆกับสวนทุเรียนที่หนู ห้วยกรวดรดน้ำสวนอยู่ แต่หนู ห้วยกรวดเห็นเสียก่อน จึงเข้าไปถามว่าเป็นใคร ทำให้ ชายทั้งสองคนรีบหนีไป


จึงได้นำเรื่องไปแจ้งความลงบันทึกไว้ที่ สภ.ทุ่งตะโก และ เล่าเรื่องดังกล่าว ให้ คนในครอบครัวและ ชาวบ้านได้รับทราบ ต่อมาวันที่30เม.ย.59 เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม เดินทางเข้าไปดูที่เกิดเหตุและสอบปากคำ ในเหตุการณ์ที่หนู ห้วยกรวดจนมาถูกยิงตายในวันนี้


นายสมดี คชายั่งยืน ผวจ.ชุมพร ทราบเรื่องดังกล่าว ตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งได้แจ้งไปยัง พล.ต.ต.นรินทร์ บุษย์วิทย์ ผบก.ภ.จว.ชุมพร ให้ เร่งรัดติดตามจับกุมคนร้ายให้ได้ โดยเร็ว ในขณะที่ชาวบ้านที่ทราบเรื่องต่างพากันกล่าวว่า คดีนี้หนู ห้วยกรวดน่าจะตายฟรี


เนื่องจากผู้ที่ก่อเหตุเป็นคนในเครื่องแบบ สังเกตจากเมื่อก่อเหตุแล้วได้เดินเท้ากลับขึ้นไปบนภูเขา เพื่อหลบหนี ถ้าไม่ใช่ผู้ที่ชำนาญการเดินป่า หรือ รู้จักเส้นทางจะไม่สามารถหลบหนีด้วยการเดินเท้าในป่าดงดิบได้ อีกทั้งเรื่องดังกล่าว เป็นการสวนนโยบายของ นายกรัฐมนตรีที่ต้องการปราบปรามผู้บุกรุกป่าไม้และปราบผู้มีอิทธิพล


ข่าวล่าสุด