โดยในเว็บไซต์ดังกล่าว ยังได้ระบุด้วยว่า ทางโรงพยาบาลรามาธีบดี ได้ออกมาชี้แจง และแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมจะรับผิดชอบนั้นสำหรับในส่วนของแพทย์ที่เป็นผู้ประมาท จนทำให้มีดปากคอเด็กนั้น ทราบรายละเอียดว่า เป็นแพทย์ที่จบใหม่เข้า มาทดสอบสถานการณ์จริงเป็นครั้งแรก และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบหลักฐานและจะแจ้งให้ทราบต่อไป
กระทั่งต่อมา มีผู้ที่ใช้เฟสบุ๊กใช้ชื่อบัญชีว่าประภาพร กาญดา มีการแชร์ข้อความจากเว็ปไซต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า แม่ขอโทษนะลูก ที่แม่เลือกโรงพยาบาลเลวๆ ทำไมเอาหมอจบใหม่มาทำคลอด เป็นถึงโรงพยาบาลแนวหน้าของประเทศ แต่ทำแบบนี้ คนเป็นแม่เหมือนตายทั้งเป็นนะค่ะ ฝากแชร์ด้วย สร้างความเสื่อมเสีย และเสียหายแก่โรงพยาบาลเป็นอย่างมาก
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด ที่กองบังกับการปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) เมื่อเวลา 15.00น. วันที่ 28 เมษายน 2559 นายอาคม เลิศสุภานันท์ นิติกรของ รพ.รามาธิบดี ได้นำเอกสารหลักฐาน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.กง ไม่เศร้า รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. โดยได้แจ้งความเอาผิดกับผู้ที่ใช้เฟสบุ๊กที่ใช้ชื่อบัญชีว่า ประภาพร กาญดา และเว็บไซต์ http://new.khaosod.co.th.khaosod.online/dek3/ios.php ที่ได้มีการโพสต์และแชร์ภาพพร้อมข้อความดังกล่าว ในข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ,การนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลกันเป็นเท็จ
โดยก่อนหน้าที่ทางคณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ออกประกาศชี้แจ้งแล้วว่า ตามที่มีบุคคลเผยแพร่ข้อมูลพาดพิงการทำคลอดผิดพลาดของโรงพยาบาลรามาธิบดีบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับความประมาทในการทำคลอดผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจนเป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาด ทำให้ทารกถูกมีดผ่าตัดปาดคอขาดและเสียชีวิตนั้น ทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ขอยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง
นอกจากนี้จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีชื่อบุคคลที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียลเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลรามาธิบดี หรือในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์แต่อย่างใด
พ.ต.อ.สมพร แดงดี รอง ผบก.ปอท. กล่าวว่า อยากให้ประชาชนได้ตระหนัก และรับทราบเกี่ยวกับการโพสต์ หรือแชร์ข้อความเท็จ ที่สร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น และสร้างความวุ่นวายในสังคม ว่า มีความผิดตามกฎหมาย ไม่อยากให้ตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งแม้บางคนรู้กฎหมายอยู่แล้ว แต่ชะล่าใจว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ความเป็นจริง ความผิดเทคโนโลยีสืบง่าย เพราะมีหลักฐานที่ชัดเจนเป็นวิทยาศาสตร์ แม้จะมีการปลอมชื่อ เพื่ออำพรางตัวตน รวมถึงผู้ที่กดไลค์ หรือคอมเมนต์ ก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ เนื่องจากเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมีมาตรการลงโทษอย่างจริงจัง ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจมีโทษจำคุกถึง 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ
ทั้งนี้บทลงโทษดังกล่าวยังไม่นับรวมกับบทลงโทษความผิดทางอาญา ซึ่งขึ้นอยู่กับความผิด หรือเจตนา โดยเมื่อรวมความผิดทั้งหมด อาจจะมีบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุกมากกว่า 10 ปี