เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวภายหลังการประชุมสามัญทปอ.ครั้งที่ 2/2559 ว่า การเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน ทปอ.ได้มีการพิจารณามาว่าจะต้องดำเนินการ 3 ปี ซึ่งขณะนี้เข้าสู่ปีที่ 3 แต่เมื่อมีคนทักท้วงว่าเหมาะสมหรือไม่ ทปอ.ตั้งแต่สมัยศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เป็นประธาน
ทปอ.ได้มีการพิจารณาและให้ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ศึกษาวิจัยถึงผลกระทบจากการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน และเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และต้องใช้เวลาในการดำเนินการ จึงอยากให้รอผลการวิจัยก่อน ซึ่งคาดว่าจะได้ผลสรุปแล้วเสร็จ3-4 เดือนนี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าก่อนการประชุมทปอ. มีกลุ่มสภานิสิตนักศึกษาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือแก่ทปอ. ซึ่งเป็นความคิดเห็นต่างๆเกี่ยวกับการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน โดยภาพรวมเด็กก็สนับสนุนเรื่องดังกล่าว แต่อยากให้แก้ปัญหาเรื่องที่ส่งผลกระทบกับการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน เช่น การเข้ารับราชการ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะเปิดรับในช่วงมี.ค.ถึงเม.ย. ,การตรวจเลือกทหารกองเกิน และการสอบใบประกอบวิชาชีพต่างๆ โดยทางทปอ.รับที่จะไปประสานให้ และทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทปอ.ได้เคยประสานไปยังกระทรวงกลาโหมในเรื่องการเกณฑ์ทหารแล้ว ซึ่งกระทรวงกลาโหมก็เห็นด้วยในหลักการ แต่หลังจากนี้ ทปอ.จะไปทบทวนเรื่องดังกล่าวให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง
ประธานทปอ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้น ที่ประชุมทปอ.ได้มีการพิจารณาถึงการเลื่อนการสอบความถนัดทางทั่วไป หรือแกต และความถนัดทางวิชาการ /วิชาชีพ หรือแพต ตามที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้เสนอ โดยทปอ.เห็นด้วยว่าให้เด็กอยู่ในห้องเรียน เรียนครบตามเวลาจริง แต่ขอชี้แจ้งว่าการสอบแกต/แพต เป็นการสอบความถนัดทางวิชาชีพ ในการเข้าเรียนสาขาต่างๆ ไม่ได้เป็นเรียนวิชาการ เหมือนการสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) อีกทั้ง การจัดสอบแกต/แพต เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำใช้เป็นคะแนนในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระบบรับตรง และแอดมิชชั่นส์ ซึ่งช่วยทำให้เด็กไม่ต้องวิ่งรอกสอบ
ดังนั้น การสอบแกต/แพต จะสอบเมื่อใดก็ได้ ไม่ต้องรอให้เด็กเรียนจบตามหลักสูตรก่อน เพราะการเลื่อนสอบแกตแพตก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ทั้งนี้ เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้เด็กอยู่ในห้องเรียน ทปอ.ได้ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกทปอ.ทั้ง 27 แห่ง ในปีต่อไปขอให้ประกาศผลสอบรับตรงในช่วงกลางเดือนก.พ. หลังการสอบโอเน็ตเสร็จสิ้น เพื่อให้เด็กได้ตั้งใจเรียนในห้องเรียนอย่างเต็มที่ เนื่องจากหากเด็กไม่ทราบว่าตัวเองสอบติดที่ไหน ก็จะตั้งใจเรียน อย่างไรก็ตาม ในปีนี้คงดำเนินการไม่ทัน เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่าได้แจ้งในที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)รับทราบผลการหารือ กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ซึ่งทาง ก.พ.เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เสนอลดขั้นตอนการพิจารณาการอนุมัติปริญญาบัตร ซึ่งเดิมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน(อ.ก.พ.) วิสามัญเกี่ยวกับการสร้างระบบและมาตรฐานการสรรหาทรัพยากรบุคคล ต้องสอบถามกลับไปยังสกอ. ว่าหลักสูตรที่บัณฑิตสำเร็จการศึกษา สกอ.รับทราบหรือไม่ เพื่อให้การรับรองและการันตีเงินเดือน
โดยต่อไป ก.พ.ไม่ต้องสอบถามมายังสกอ. แต่รับรองปริญญาบัตร ตามหลักสูตรที่ผ่านการรับรองจากสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเท่านั้น ส่วนกรณีที่พบว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้ดำเนินการตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรที่สกอ.กำหนด สภามหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งแม้ว่า พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะไม่มีบทลงโทษ แต่สภามหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นพนักงานของรัฐ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนั้นผู้เรียนยังสามารถฟ้องร้องทางแพ่งกับทางมหาวิทยาลัยได้ และหากการจัดการศึกษาเกิดผลกระทบกับเด็ก มหาวิทยาลัยจะต้องรับผิดชอบ หาที่เรียนใหม่ให้กับนักศึกษา
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เป็นการยกเลิกเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร แต่ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้รับผิดชอบ และสกอ.ได้มีเวลา ไปตรวจสอบมหาวิทยาลัยที่ได้รับการร้องเรียนเรื่องหลักสูตรไม่ได้คุณภาพ ทำให้การบริหารจัดการของอุดมศึกษาดีขึ้น และศูนย์รวบรวมข้อมูล ว่าแต่ละแห่งเปิดหลักสูตรใดบ้าง ซึ่งทปอ.จะทำให้การบริหารงานอุดมศึกษาเป็นอิสระทางวิชาการอย่างแท้จริง
ประธานทปอ.กล่าวต่อไปว่า อ.ก.พ.สามัญฯ ยังมีมติเสนอให้คณะกรรมการก.พ. พิจารณา การรับบุคคลเข้ารับราชการ โดยต่อไปจะเน้นดูความสามารถมากกว่า ปริญญาบัตร ซึ่งเป็นทิศทางที่จะช่วยลดค่านิยม ที่ยึดติดกับปริญญาบัตร หรือบ้าปริญญาของสังคมไทย และยังถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยปฏิรูปการศึกษา อาทิ หาก ก.พ.ต้องการตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ก็จะทดสอบความสามารถซึ่งผู้จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)ถ้ามีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ มากกว่า ผู้จบปริญญาตรี ก็จะได้รับการบรรจุ แต่หากมีความสามารถเท่ากัน ก็เลือกรับผู้ที่จบปริญญาตรี