เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 20 เมษายน บริเวณหาดสุรินทร์ ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายโชคดี อมรวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรีวิกรม จากที่ นายอำเภอถลาง นายสาธิต กลิ่นภักดี ท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต นายวัชรินทร์ ปฐมวัฒนพงศ์ ปลัดองค์การบริหารจังหวัดภูเก็ต ปฏิบัติหน้าที่นายก อบจ.ภูเก็ต นายมาแอ่น สำราญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล (อบต.เชิงทะเล) นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่ 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชิงทะเล เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนอำเภอถลาง จำนวนร่วม 200 คน
นำรถแบ็คโฮ 2 คัน พร้อมรถบรรทุกอีกจำนวนหนึ่ง เข้าทำการรื้อถอนอาคารร้านค้า และร้านขายของที่ระลึก ซึ่งเป็นทรัพย์สินของ อบต.เชิงทะเล และ อบจ.ภูเก็ต ที่มีการก่อสร้างในแปลงหนังสือสำคัญที่หลวง (นสล.) เลขที่ 25450 ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำนวน 37 ร้านค้า หลังจากที่ทางอำเภอถลาง และ อบต.เชิงทะเล ได้มีการติดประกาศให้ผู้ใช้อาคารทำการขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งของมีค่าออกจากอาคารดังกล่าวและส่วนที่มีการต่อเดิม
ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าไปรื้อถอนอาคารนั้น ได้มีชาวบ้านบางส่วนซึ่งมีการใช้อาคารต่างๆ ดังกล่าว นำแผ่นป้ายข้อความต่าง ๆ อาทิ เศรษฐกิจดิ่งเหวแล้วครับท่าน, คุณรื้อร้านพวกเราจะให้เราไปอยู่ที่ไหน, จังหวัดไม่ต้องการนักท่องเที่ยวแล้วหรือ เป็นต้น ที่บริเวณปากทางเข้าหาดสุรินทร์
ขณะเดียวกันได้มีชาวบ้านและเจ้าของร้านค้าร้านอาหารที่ถูกรื้อถอนมายืนดู และเก็บภาพขณะที่ทางเจ้าหน้าที่นำรถแบคโฮเข้าทำลายรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกร้านต่างๆ โดยมีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่ได้เข้าไปขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด การทำงานของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ก็ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งที่มาทำกิจกรรมอยู่บริเวณหน้าชายหาด
นายโชคดี กล่าวว่า การเข้ารื้อถอนอาคารร้านค้านั้นเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เรื่องจัดระเบียบชายหาดของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นขั้นตอน โดยดำเนินการกันมา 3 ผู้ว่าฯ โดยในปีดังกล่าวได้มีการรื้อถอนอาคารซึ่งสร้างในที่สาธารณะมีการยึดถือครอบครองโดยผิดกฎหมายรอบเกาะภูเก็ต แต่ยังมีพื้นที่บางส่วนติดขัดในบางประการ ดังนั้นการรื้อถอนในครั้งนี้จึงเป็นการดำเนินการ ตามโรดแมปเดิม เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความเสมอภาคกัน
โดยคาดว่าจะใช้เวลารื้อประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะเรียบร้อยทั้งหมด ซึ่งทางท้องถิ่นได้มีการเตรียมพื้นที่สำหรับทิ้งวัสดสิ่งก่อสร้างไว้แล้ว โดยได้มีการประชุมเตรียมการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนที่จะรื้อถอน
"เดิมหาดสุรินทร์เป็นเพียงหาดเล็กๆ เริ่มแรก อบจ.ภูเก็ต สร้างอาคารเพื่อให้ชาวบ้านได้ประกอบอาชีพจำนวน 10 หลัง ต่อมาทาง อบต.เชิงทะเล ก็ได้มาสร้างอาคารเพิ่มอีกประมาณ 10 หลัง แต่เมื่อเวลานานไป การท่องเที่ยวบริเวณชายหาดสุรินทร์มีการเติบโตมากขึ้น พื้นที่บริเวณนี้มีการเปลี่ยนมือ บางร้านมีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของแทน มีการต่อขยายอาคารไปค่อนข้างมาก ทำให้ชายหาดมีสภาพค่อนข้างรกรุงรัง โดยมีเจ้าของดั้งเดิมเพียง 5-6 รายเท่านั้น ประกอบกับสัญญาให้เช้าอาคารนั้นได้สิ้นสุดมานานแล้ว ฉะนั้นในการจัดระเบียบชายหาดของภูเก็ตซึ่งมีประมาณ 50 หาด และได้มีการเสนอแนวทางบริหารจัดการแต่ละชายหาดค่อนข้างสมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า ภูเก็ตบีชโมเดล หรือที่เรียกว่า หนึ่งหาด หนึ่งประกาศ หนึ่งแผนที่ มีหลักเขตแน่นอน หนึ่งองค์กรดูแล"
นายโชคดี กล่าวต่อว่า การรื้อถอนอาคารบริเวณหาดสุรินทร์นั้นก็เป็น 1 ใน 50 หาด และจัดทำเป็นหาดเทิดพระเกียรติ เนื่องจากเมื่อปี 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประพาสชายหาดแห่งนี้เมื่อปี 2502 โดยที่ประชุมคณะทำงานจัดระเบียบชายหาดจังหวัดภูเก็ต จึงมีมติให้หาดสุรินทร์ เป็นหาดเทิดพระเกียรติ หรือ อุทยานราชภักดิ์หาดสุรินทร์ และจัดสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้โครงการในพระราชดำริจากทั่วประเทศ พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ รวบรวมภาพถ่ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ครั้งเสด็จเยือนภูเก็ต และแหล่งเรียนรู้โครงการกีฬาทรงโปรด โดยรวบรวมประวัติศาสตร์กีฬาเรือใบในประเทศไทย รวมทั้งการนำต้นไม้ของแต่ละจังหวัดมาปลูกไว้ที่นี้เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ โดยผู้ว่าฯ ภูเก็ต ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อออกแบบภูมิสถาปัตย์ไว้แล้ว
"หลายคนห่วงว่าเมื่อรื้อชายหาดไปแล้ว ผู้ประกอบการรายเดิมหรือรายใหม่ หรือผู้ที่ทำงานอยู่ที่ชายหาดแห่งนี้จะได้รับผลกระทบ ซึ่งยอมรับว่าจะต้องมีผลกระทบแน่นอน จึงอยากบอกว่า ทางจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ และคิดกันมาโดยตลอด เพียงแต่เงื่อนไขในการรื้อนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งไม่อาจที่จะปฎิเสธได้ และเมื่อรื้อแล้วก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อภูเก็ต ต่อประเทศไทย ในการรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยวไว้ รวมถึงการเชิดชูสถาบันฯ ขณะเดียวกันในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบก็มีการสำรวจ ลงทะเบียนผู้ประกอบการไว้เรียบเรียบร้อยแล้ว เมื่อออกแบบภูมิสถาปัตย์กลุ่มนี้ก็จะได้รับการเยียวยาอย่างดี" นายโชคดี กล่าว