นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข(กมธ.สธ.) สถานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าแพทย์วินิจฉัยโรคผิด ทำให้ผู้เสียหายได้รับผลกระทบ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ต้องชดใช้เงิน 2 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยว่า สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสธ.คล้ายกับคดีที่เคยเกิดขึ้นที่อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราชเมื่อหลายปีก่อน ดูจากคำพิพากษาและคำแถลงของสำนักงานศาลยุติธรรมแล้วเหมือนกับฝ่ายจำเลยคือ สธ.เตรียมพยานไม่สมบูรณ์ ไม่มากพอที่จะทำให้ผู้พิพากษาเชื่อ ในขณะที่โจทย์ใช้พยานบุคคลทั้งทนายความและแพทย์ซึ่งเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการสู้คดี ทั้งที่คดีนี้สธ.มีโอกาสที่จะชนะคดีได้
"การที่ผ่านไปถึง 3 ศาลแล้วยังแพ้คดี สธ.และแพทยสภาคงต้องหาทางสรุปให้เป็นบทเรียนน่าจะเป็นประโยชน์กว่าการตีโพยตีพายต่อว่าผู้พิพากษา ซึ่งจะเสี่ยงต่อการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งในคดีร่อนพิบูลย์ก่อนหน้านี้ผมเคยให้ความเห็นว่า นิติกรของสธ.อาจมีประสบการณ์ไม่เพียงพอ ถ้าจะสู้คดีในบางคดีที่ซับซ้อน เช่นเดียวกับอัยการในจังหวัดก็ไม่มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอในคดีแพทย์ และมีข้อจำกัดที่จะต้องโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น จึงควรมีการตั้งทีมทนายเฉพาะขึ้น" นพ.เจตน์กล่าว
นพ.เจตน์ กล่าวอีกว่า ทนายความของแพทยสภาและสธ.ที่จะต่อสู้คดีเช่นนี้ควรจะเป็นทีมที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความรู้และประสบการณ์สู้กับทนายและที่ปรึกษาของโจทย์ได้ ทีมทนายนี้มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแพทย์และบุคคลากรซึ่งถูกฟ้อง ทีมนี้จะเป็นทีมที่ทำคดีเฉพาะการฟ้องแพทย์เพื่อให้สั่งสมความรู้และความชำนาญ โดยอาศัยความช่วยเหลือจากสภาทนายความ แต่ต้องมีเงินเพิ่มให้กับทนายจากทีมนี้ ซึ่งอาจรวมถึงแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญด้านกฎหมายสาธารณสุข แต่อาจจะหาเงินมาเพิ่มได้ยากเพราะมีข้อจำกัด
แต่แพทยสภาอาจต้องเก็บจากใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเก็บเพิ่มได้จากการขึ้นค่าธรรมเนียมวิชาชีพที่ปรับใหม่ ส่วนในด้านการป้องกันอาจต้องหารือสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าสามารถเพิ่มหลักสูตรอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษาให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านการแพทย์ขึ้นสัก 1-2 ชั่วโมงได้หรือไม่ ทั้งนี้ กมธ.สธ.จะนำเรื่องนี้มาหารือกันในวันพุธที่ 20 เมษายน 2559