หัวหน้าชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ศาสตราจารย์ ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย บอกว่า แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.2-7.0 ระหว่างวันที่ 14-16 เมษายนนี้ ในพื้นที่บริเวณใกล้ๆ เมืองคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นบริเวณกว้าง ถือเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงขนาดใหญ่ และเกิดระดับตื้นที่มีความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร และจุดศูนย์กลางเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ที่มีประชากรอาศัยอยู่ถึง 6-7 แสนคน ประกอบกับมีอาคารบ้านเรือนค่อนข้างหนาแน่น โดยสถานีวัดแผ่นดินไหวในพื้นที่วัดอัตราเร่งได้ที่ 0.64-0.84 ซึ่งมากกว่าที่เคยเกิดแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2557 จำนวน 2.5-3 เท่าตัว จึงสามารถทำลายอาคารบ้านเรือนให้เกิดความเสียหายในบริเวณกว้างและรุนแรง ขณะที่แผ่นดินไหวที่พม่าล่าสุดแม้จะมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่เป็นแผ่นดินไหวที่มีความลึกกว่า 100 กม. จัดเป็นแผ่นดินไหวระดับลึก จึงไม่รุนแรงและไม่เกิดอันตรายมากเท่าที่ญี่ปุ่น
นักวิชาการ บอกว่า การเกิดแผ่นดินไหวมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือเกิดระหว่างรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้บ่อยครั้งและเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ และอีกประเภทที่คนมักไม่ค่อยเข้าใจ เช่น ในกรณีที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นแผ่นดินไหวที่เกิดจากรอยร้าวหรือรอยเลื่อนในแผ่นเปลือกโลกที่มี 4 แผ่นมาชนกัน แม้จะเป็นแผ่นดินไหวตื้นๆ แต่ก็อันตราย ซึ่งปกติแผ่นดินไหวประเภทนี้นานๆ จะเกิดขึ้น เพราะใช้เวลาในการสะสมพลังงานนานนับพันปี เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นที่เมืองโกเบ เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งใช้เวลานานถึง 1,400 ปี สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้เป็นบทเรียนของประเทศไทยคือ แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่เคร่งครัดเรื่องมาตรการรองรับแผ่นดินไหว แต่ก็ยังมีอาคารบ้านเรือนที่อ่อนแอ เก่าแก่ สร้างมาก่อนจะมีกฎหมายรองรับ เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ทั่วโลก แม้แต่อาคารใหม่เองก็อาจจะสร้างไม่ได้มาตรฐานต้านทานแผ่นดินไหวอย่างเต็มที่ ทำให้ยังมีคงอาคารที่อ่อนแอและแข็งแรงปะปนกันไป เมื่อเกิดแผ่นดินไหวใจกลางเมืองจึงเกิดความสูญเสียขึ้นดังที่ปรากฏ ดังนั้นหากเราปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมอาคารให้แข็งแรง ก็จะยิ่งเกิดความสูญเสียมากกว่าเป็นสิบเป็นร้อยเท่า