จากกรณีที่นางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม ได้เดินทางเข้าร้องทุกข์กับศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความเป็นธรรม ภายหลังเจ้าตัวถูกลูกสาวแท้ๆ ฮุบกิจการ โดยอ้างว่าถูกหลอกให้เซ็นเอกสาร ส่งผลให้ตัวเองไม่มีอำนาจใด ๆ ในบริษัท จนกลายเป็นเรื่องราวฮือฮาสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนกระทั่งหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นคนกลางเข้ามาพูดคุยเพื่อไกล่เกลี่ยถึงกรณีความขัดแย้งทางธุรกิจครอบครัวระหว่างนางประนอม และบุตรสาวคนโต เพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว จนตกลงกันเป็นผลสำเร็จทั้งสองฝ่ายเมื่อวานนี้ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว
ล่าสุด หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เปิดเผยว่า กรณีที่มีข่าวว่าจะมีการเซ็นคืนสมบัติต่อหน้าตนเอง ระหว่างนางประนอม แดงสุภา และนางศิริพร แดงสุภา นั้นไม่เป็นความจริง และตนไม่ทราบเรื่อง เพราะวันนี้ตนติดภารกิจหลายงาน อย่างไรก็ตาม ตนถือว่าหมดหน้าที่ในเรื่องนี้แล้ว ต่อจากนี้ไปให้เป็นเรื่องของครอบครัวจะดีกว่า
ก่อนหน้านี้ นายทวิชา หวังโภคา ทนายความนางศิริพร แดงสุภา ลูกสาวคนโต บอกว่า บ่ายวันนี้ (7 เม.ย.) ทั้งสองฝ่าย คือ นางศิริพร และแม่ประนอม ได้นัดหมาย เพื่อลงนามบันทึกข้อตกลง ในการคืนทรัพย์สินของแม่ประนอม โดยจะมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นสักขีพยาน และตรวจสอบรายละเอียดของข้อตกลงด้วย
ด้านนายพิสิทธิ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายความของนางประนอม เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลว่า ม.ล. ปนัดดาจะเป็นคนร่างหนังสือและส่งให้นางประนอมและนางศิริพร เซ็นหนังสือลงนามในข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินที่มีปัญหาขัดแย้งกันอยู่ ตนก็ได้ตรวจสอบไปยัง ม.ล. ปนัดดา ก็ยังแปลกใจข้อมูลนี้มีที่มาได้อย่างไร ทราบข้อมูลมาจากผู้สื่อข่าวเช่นเดียวกัน เพราะยังไม่เคยได้นัดหมายกัน แต่โอกาสเป็นไปได้ในตอนนี้คือ การเซ็นยินยอมที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องขึ้นศาลเรื่องเพิกถอนนิติกรรม ถือกรรมสิทธิ์แทนโอนคืนทรัพย์สินต่างๆ รวมมูลค่าความเสียหาย 561,950,000 บาท ที่ศาลจะนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 11 เม.ย.นี้ สามารถทำหนังสือและเซ็นยินยอมความกันที่ศาลได้ เพราะมีนัดที่ศาลอยู่แล้ว ถือเป็นการดีที่ทำสัญญายินยอมที่ศาล เพื่อต้องการจบคดี เพราะศาลจะมีสภาพบังคับใช้กฎหมาย
"ถ้าตกลงกันข้างนอกจะไม่ผูกพันศาล ศาลบังคับให้ไม่ได้ การทำยอมความก็ต้องมาทำยอมกันที่ศาลทุกคดี โดยเงื่อนไขแล้วถ้าสมมุติหม่อมหลวงปนัดดา จะเป็นตัวแทนในการเซ็นยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย การจบคดีมีรายละเอียดเยอะในด้านกฎหมาย แต่ถ้ามาเซ็นที่ศาลจะดีกว่า เพื่อให้มีสภาพบังคับ แต่ถ้าไปตกลงข้างนอกไม่มีสภาพบังคับ คือถ้ามีการผิดสัญญากันศาลก็บังคับอะไรไม่ได้ ก็ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ คดีก็จะไม่จบ แต่อยู่ที่ทางเขาว่าพร้อมจะเซ็นหรือไม่ ตอนนี้รอหนังสือยินยอมทางด้านของนางศิริพร ที่ขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อมา" นายพิสิทธิ์ เปิดเผย