ปลุกกระแสข้าวไรซ์เบอร์รี่

กระทรวงพาณิชย์ ส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ซึ่งมีคุณภาพและได้ราคาดี เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้แพร่หลายมากขึ้น
ข่าว
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คุณชุติมา บุญยประภัศร บอกภายหลังลงเกี่ยวข้าวไรเบอร์รี่ในแปลงนาของภาคอีสานว่า ความคืบหน้าโครงการข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ ที่กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2557 ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มชาวนาตามนโยบายการทำนาแปลงใหญ่ ให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มและรวมพื้นที่การผลิตเป็นแปลงขนาดใหญ่ หรือ ไรซ์เบอร์รี่ วัลเล่ย์ เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน ทรัพยากรและการตลาด ง่ายต่อการจัดการผลผลิตให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด นอกเหนือจากนี้ยังให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองมากขึ้นขณะซื้อหาปัจจัยการผลิต รวมไปถึงการทำตลาดด้วย จึงเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยใส่ใจสุขภาพ
โดยหันมาบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยมีข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์เป็นสินค้านำร่อง ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวมีคุณค่าและสนับสนุนให้คนไทยหันมามอบข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่มีคุณประโยชน์ที่ดีเพื่อเป็นตัวแทนในการบอกรักให้คนที่รัก ดังชื่อแคมเปญที่ว่า รักใครให้ไรซ์เบอร์รี่ โดยครั้งนี้ได้ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเกี่ยวข้าวไรซ์เบอร์รี่ในแปลงนากับกลุ่มเกษตรกร ณ บ้านพรมงคล หมู่ที่ 12 ตำบลชมพูพร อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ
ในปี 2558 ที่ผ่านมามีการทดลองทำนาแปลงใหญ่แล้วในพื้นที่ 5,000 ไร่ พบว่าชาวนาสามารถลดต้นทุนลงได้ 1,500-2,000 บาทต่อไร่ หรือจากเดิมที่เฉลี่ยต้นทุนผลิต 4,500-5,000 บาทต่อไร่ เหลือ 3,000 กว่าบาทต่อไรเท่านั้น ขณะที่ ผลผลิตก็เพิ่มจากเดิม 20% หรือเดิมมีผลผลิตเฉลี่ย 1,000 กก.ต่อไร่ ก็เพิ่มเป็น 1,200 กก.ต่อไร่
ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเตรียมการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ ทั้งผลักดันส่งเสริมราคาปุ๋ยให้ถูกลง, การสรรหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะกับพื้นที่และ ตรงกับความต้องการของตลาด, การจัดหาโรงสีเข้าไปรับซื้อข้าวหลังเก็บเกี่ยวแล้ว และมาตรการอื่นๆ ที่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตเพื่อให้ชาวนารายย่อยที่รวมกลุ่มกันทำเป็นนาแปลงใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้น
เร็วๆ นี้ ชาวนาจะได้รับข่าวดีเรื่องปุ๋ย โดยกรมการค้าภายในจะเชิญผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยมาหารือ เพื่อขอให้ปรับลดราคาอีกรอบไปจนถึงเดือนธันวาคม 2559 เพราะเห็นว่าผู้ผลิตปุ๋ยได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับลดต่อเนื่อง จะมีผลต่อวัตถุดิบผลิตที่ลดลง เชื่อว่าอัตราปรับลดครั้งนี้น่าจะมากกว่าครั้งก่อนที่กรมได้ขอความร่วมมือให้ลดราคากระสอบละ 50-70 บาท และน่าจะมีผลเดือนพฤษภาคมนี้