เนชั่นทีวี

ข่าว

สินค้าออนไลน์พุ่งร้านเปิดใหม่เพียบ

26 มี.ค. 2559 |

สินค้าออนไลน์พุ่งร้านเปิดใหม่เพียบ

เอ็ตด้า มั่นใจตลาดออนไลน์ปี 2559 โตแรงกว่า 3.65% ผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์สูง ร้านเปิดใหม่พุ่ง นีโอลุยจัดงาน e-Biz expo 2016 รวมธุรกิจออนไลน์ครบวงจร

จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนสมาร์ทโฟนที่คาดแตะ 50 ล้านเครื่องในปีนี้ ทำให้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต "หน้าใหม่" ผ่านโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้สินค้าและแบรนด์ให้ความสำคัญ ด้านการสื่อสารผ่านดิจิทัล มีเดียมากขึ้น ทำให้งบโฆษณา ดิจิทัลเติบโตสูงต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรด้านสื่อดิจิทัล ทั้งผู้ประกอบการ ธุรกิจ และเอเยนซี เนื่องจากการขยายตัวของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียล มีเดียที่มีจำนวนกว่า 30 ล้านราย ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ทำให้ภาคธุรกิจพัฒนาช่องทางการสื่อสารและอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงทุกปี เพื่อสื่อสาร กับกลุ่มผู้ใช้สื่อออนไลน์ ส่งผลให้ต้องสร้าง "ทีมดิจิทัล" ขึ้นมารองรับการทำงาน โดยเฉพาะธุรกิจ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง ธุรกิจค้าปลีก
จากเดิมพบว่าผู้ประกอบการธุรกิจที่มีทีมงานดิจิทัล 1-2 คน แต่หลังจากตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตสูงจากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องขยายทีมดิจิทัลเพิ่มขึ้นเป็น 4-5 คน บางธุรกิจมีทีมดิจิทัลถึง 10 คน
"ในภาคธุรกิจมีความต้องการบุคลากรดิจิทัลเพิ่มขึ้นในหลายธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่พัฒนาช่องทางอีคอมเมิร์ซ พบว่าความต้องการบุคลากรในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในขณะนี้"
นายรัฐศาสตร์ กรสูต ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักส่งเสริมธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA (เอ็ตด้า) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจออนไลน์และดิจิทัลประเภทต่างๆ ในปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีก่อน ที่มีอัตราการขยายตัว 3.65% หรือมีมูลค่ารวมประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท โดยตลาดมีการขยายตัวสูงจากช่องทางมูลค่าการค้าขายที่ธุรกิจขายให้แก่ผู้บริโภค (บีทูซี) ที่เติบโตสูง เพราะผู้บริโภคสนใจซื้อสินค้าในออนไลน์มากขึ้น จึงเป็นช่องทางที่กำลังเข้ามาทดแทนช่องทางการค้าปลีกแบบทั่วไป
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจดิจิทัลมีประมาณ 5 แสนราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งผู้ประกอบการที่ทาธุรกิจผ่านช่องทางธุรกิจที่ขายให้กับธุรกิจ (บีทูบี) และช่องทางบีทูซี โดยต้องการให้ผู้ที่ทำธุรกิจดิจิทัลและออนไลน์เข้ามาจดทะเบียนการค้ากับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อแสดงตัวตนในการทาธุรกิจมากขึ้น และแสดงความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าที่ต้องการเข้ามาซื้อสินค้าและเจรจาทางธุรกิจ
ปี 2558 ที่ผ่านมา ธุรกิจออนไลน์และดิจิทัลประเภทต่างๆ มีมูลค่ามากกว่า 2.1 ล้านล้านบาท มีอัตราการขยายตัว 3.65% แบ่งเป็น ช่องทางระหว่างรัฐกับรัฐ ประมาณ 4 แสนล้านบาท ช่องทางบีทูบี 1.2 ล้านล้านบาท และช่องทางบีทูซี มีมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งแนวโน้มการขยายตัวของประเทศไทยอยู่ในระดับที่สูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ทั้งประเทศมาเลเซียและเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกัน
นายรัฐศาสตร์ กล่าวต่อว่า เอ็ตด้ากำลังสำรวจข้อมูลการทำธุรกิจผ่านสื่อ โซเชียลในประเทศไทย ว่ามีขนาดและมีจำนวนผู้ประกอบการเท่าใด เพราะโซเชียล อี-คอมเมิร์ซ เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีผู้ประกอบการจำนวนมาก คาดว่าในอนาคตจะสามารถให้ข้อมูลดังกล่าวได้
ด้าน นายจำรัส สว่างสมุทร ผู้อำนวยการใหญ่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในสมาชิกของ ส.อ.ท.ที่มีกว่า 9,000 บริษัท หันมาทำธุรกิจผ่านออนไลน์มากขึ้น และได้มีการทำ www.ftiebusiness.com เพื่อให้ผู้ประกอบการมีหน้าร้านออนไลน์และแค็ตตาล็อกสินค้า พร้อมกับกำลังเร่งขยายตลาดออนไลน์ไปในประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมาและอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ น.ส.บุษยา ประกอบทอง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็น.ซี.ซี.เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ หรือนีโอ ผู้จัดงานนิทรรศการรายใหญ่ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยที่ขยายตัวสูงมาก ทำให้บริษัทจัดงาน "e-Biz expo 2016" งานรวบรวมบริการและเทคโนโลยีด้านออนไลน์แบบครบวงจร มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 มิ.ย. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งในงานจะมีผู้ให้บริการออนไลน์และเทคโนโลยีมาเสนอโซลูชั่นและบริการเพื่อธุรกิจอย่างครบวงจรมากกว่า 100 บริษัท ประเมินว่างานนี้จะมีผู้เข้ามาชมงานกว่า 1 หมื่นคน และสร้างมูลค่าซื้อขายในงานกว่า 170 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี งานดังกล่าวเป็นการจัดขึ้นร่วมกับภาครัฐ ทั้งเอ็ตด้า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และเอกชนหลายราย รวมถึงทั้งเอกชน ทั้ง ส.อ.ท. เป็นต้น
นายบุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการทำตลาดผ่านออนไลน์ ควรจะต้องมีการแสดงตัวตนของธุรกิจที่ชัดเจน มีการนาเสนอข้อมูลและกิจกรรมผ่านออนไลน์อย่างต่อเนื่อง และมีเรื่องราวของสินค้าที่นำเสนอ เพื่อทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในบริษัท
ขณะเดียวกัน บริษัทเป็นตัวแทนผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ คือ Alibaba ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยทำธุรกิจผ่านอาลีบาบามากกว่า 6 แสนราย แต่มีผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างจริงจังมากกว่า 1,000 รายเท่านั้น ส่วนคู่ค้าทั่วโลกใน อาลีบาบามีมากกว่า 100 ล้านราย โดย ผู้ซื้อหลักเป็นสหรัฐ รองลงมา รัสเซียและอินเดีย แนวโน้มการเติบโตของการซื้อขายผ่านอาลีบาบาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี จึงเป็นโอกาสสำคัญให้แก่เอสเอ็มอีไทยเพิ่มช่องทางหาลูกค้า
การผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าสู่ตลาดโลกนั้น ถือเป็นความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และตัวผู้ประกอบการเอง ซึ่ง อาลีบาบา (Alibaba) เบอร์หนึ่งในแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์แบบบีทูบีจากประเทศจีน ได้เล็งเห็นศักยภาพของตลาดเอเชีย 6 ประเทศหลัก ประกอบด้วย ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และตุรกี เพราะมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพและมีโอกาสขยายช่องทางการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ไปยังฝั่งยุโรปและทั่วโลกได้ไม่ยาก
ผู้ใช้งานอาลีบาบาส่วนใหญ่จะมาจากสหรัฐกว่า 20 ล้านราย รัสเซีย 12 ล้านราย บราซิล 10 ล้านราย อินเดีย 5 ล้านราย เป็นต้น แต่จำนวนธุรกิจไทยที่เข้าไปทำธุรกิจในช่องทางของอาลีบาบายังมีไม่มากนัก เราจึงเข้ามาทำตลาดโดยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเจ้าของกิจการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมด้านการส่งออกประมาณ 3-4 หมื่นราย ได้หันมาใช้งานแพลตฟอร์มของอาลีบาบามากขึ้น อู๋เจ๋อ กล่าว
บุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต กล่าวว่า ไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 2.9 ล้านราย มีเอสเอ็มอีที่พร้อมใช้
งานออนไลนเพียง 1 ล้านราย และธุรกิจที่มีความพร้อมในเรื่องการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศแค่ 3-4 หมื่นรายเท่านั้น
นโยบายหลักของอาลีบาบามองว่าอี-คอมเมิร์ซจะเป็นอนาคตของธุรกิจ การเข้ามาสนับสนุนเรื่องการค้าส่งออกจะช่วยให้เกิดการซื้อขายออนไลน์และเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ ได้มากขึ้น แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีระบบเพย์เมนต์และโลจิสติกส์ที่ดีพอ แต่การมีคู่ค้าและเครื่องมือที่ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกให้ดีขึ้น ธุรกิจไทยจึงควรฉวยโอกาสครั้งนี้ไว้ บุรินทร์ กล่าว
การเข้าร่วมโครงการกิจกรรมส่งเสริมเอสเอ็มอีทำธุรกิจในรูปแบบบีทูบีผ่านเว็บไซต์อาลีบาบานั้น จะมีการคัดกรองบริษัทที่อยู่ในกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจำนวน 200 ราย จากนั้นจะคัดกรองบริษัทที่มีความพร้อมให้เหลือ 50 รายในการเข้าอบรม ซึ่งขั้นตอนการคัดเลือกรอบแรกจะไม่เสียค่าใช้จ่ายจนถึงขั้นสุดท้ายจะเสียค่าอบรมเริ่มต้นตั้งแต่ 50,896-218,244 บาท การคิดค่าบริการระดับนี้ไม่ได้ถือว่าสูงหากเปรียบเทียบกับการไปตั้งบูธที่ต่างประเทศที่ต้องจ่ายเงินไม่น้อยกว่าหลักแสน การเข้ามาทำตลาดร่วมกับอาลีบาบานอกจากจะช่วยสร้างโอกาสและความน่าเชื่อถือในระดับโลกแล้ว ยังสามารถโปรโมทสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก ที่เรดดี้แพลนเน็ตให้คำปรึกษา รวมทั้งได้เข้าคอร์สอบรมต่างๆ พร้อมคำปรึกษาจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศให้ตีตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง บุรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็น 1.สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทและตนเอง อีเมลติดต่อควรเป็นในนามบริษัท ไม่ใช่อีเมลที่สร้างโดยผู้ให้บริการสาธารณะ 2.สินค้าต้องมีรายละเอียดครบถ้วน 3.รูปประกอบต้องน่าสนใจหรือทำเป็นคลิปวิดีโอแนะนำสินค้า คาดว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมด้านการส่งออกทั้ง 3-4 หมื่นราย จะเข้ามาใช้ช่องทางออนไลน์ในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศอย่างน้อย 10% ในระยะเวลา 1-2 ปี เพื่อสร้างโอกาสในการจับตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยว่า หลังจากประเทศไทยมีผู้ใช้ งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภายหลังจากมีคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ หรือการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตสูงเห็นได้ชัด ซึ่งช่องทางที่น่าจะตามในขณะนี้ คือ โซเชียลคอมเมิร์ซ เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อยหันไปใช่ช่องทางดังกล่าวในการซื้อขายสินค้ามากขึ้น เช่น อินสตาแกรม หรือไลน์ จากเดิมจะเน้นขายผ่านเว็บไซต์อย่างเดียว
ทั้งนี้ จากแนวโน้มที่ดีดังกล่าว ส่งผลให้มีเม็ดเงินที่เกิดจากการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาเก็บตัวเลข ซึ่งเชื่อว่าจะมีมูลค่ามหาศาล
"สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นสินค้าสำหรับผู้หญิง เนื่องจากผู้หญิงเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เห็นสินค้าที่มีราคาถูกจะต้องซื้อทันที ดังนั้นการซื้อขายสินค้าออนไลน์จึงเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์คืออายุ 18-35 ปี" นายภาวุธ กล่าว
น.ส.ปุญญามาลย์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท นิโกส์ โลจิสติกต์ กล่าวว่า กลุ่มสินค้าที่กำลังมาแรงและหันมาใช้บริการบริษัทโลจิสติกส์มาก คือ กลุ่มอาหารสด และวัตถุดิบปรุงอาหาร เนื่องจากแม่บ้านเริ่มหันมาสั่งสินค้าดังกล่าวมากขึ้น

ข่าวล่าสุด