ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาคีสมาชิก สำนักวิทยาศาสตร์ สำนักงานราชบัณฑิตยสถาน บอกว่า ภัยแล้งปีนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการใช้น้ำและบริหารจัดการน้ำเป็นหลัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติอย่างเดียว หากบริหารที่ผิดพลาดเพียงนิดเดียวจะกระทบต่อภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะการเกษตรในการปลูกข้าวได้รับผลกระทบหนักที่สุดโดยเป็นผลต่อเนื่องจากการขาดน้ำมาตั้งแต่ปี 2558 ที่ผ่านมารัฐบาลสั่งห้ามปลูกนาปรังตั้งแต่ต้นปี แต่ปัจจุบันพบว่าทั่วประเทศปลูกไปแล้วกว่า 5 ล้านไร่
โดยปีนี้คาดว่าฝนจะมาช้ากว่าปกติ 1 เดือน แต่หากปีนี้ฝนไม่มาหรือมาช้ากว่า 2 เดือนเช่นปีที่ผ่านมาคาดว่าจะทำให้เกิดภาวะวิกฤตที่รุนแรงกว่า เนื่องจากมีปริมาณในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเหลือน้อยกว่าปีที่แล้วกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตร โดยปีที่แล้วหลังจากหมดหน้าฝนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเหลืออยู่ 2,600 ลูกบาศก์เมตร แต่ปีนี้ถ้าดูแผนบริหารน้ำจะเหลือ 1,500 ลูกบาศก์เมตร หากเกิดภัยแล้งปีนี้จะร้อนกว่าปีที่ผ่านมาด้วย
ศ.ดร.ธนวัฒน์ บอกอีกว่า การรับมือภัยแล้งในปีนี้ต้องเตรียมใจรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับข้าวนาปรังที่อาจเสียหายอย่างน้อย 1-2 ล้านไร่ และหน่วยงานที่บริหารจัดการน้ำต้องควบคุมให้การใช้น้ำเป็นไปตามแผนและเป้าหมายรัฐบาล โดยหน่วยงานที่ผลิตน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคควรเตรียมหาแหล่งน้ำดิบสำรองไว้มากกว่า 2 เดือน และผลิตน้ำประปาตุนไว้ รวมทั้งพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินสำรองไว้กรณีฉุกเฉิน
ทั้งนี้ หากฝนปีนี้มาช้ากว่าปกติต้องให้น้ำประปาไหลช้าลง ลดแรงดันน้ำ เพื่อให้ประชาชนประหยัดน้ำ และรัฐบาลต้องมีมาตรการที่เข้มข้นควบคุมสงครามแย่งชิงน้ำ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง และไม่เชื่อตัวเลขหน่วยงานปฏิบัติมากเกินไป ส่วนประชาชนต้องช่วยกันประหยัดน้ำตั้งแต่วันนี้ ควรสำรองน้ำไว้อย่างน้อย 1 เดือนโดยเฉพาะภาคบริการ เช่น โรงพยาบาล โรงแรม โรงเรียน ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะผลักดันการสร้างเขื่อนแม่วงก์นั้นมองว่าไทยไม่เคยขาดน้ำ ต้องดูว่าจะหาวิธีบริหารจัดการอย่างไรให้เหมาะสม