พ.ต.ต.วสันต์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากวันที่ 20 ก.พ. เวลา 17.40 น. ขณะที่่ตำรวจ 191 ออกตรวจความเรียบร้อยเส้นทางถนนเรียบมอเตอร์เวย์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีพบ ชาวต่างชาติพร้อมกระเป๋าเดินทางอยู่บริเวณริมถนนมอเตอร์เวย์(ฝั่งขาเข้า) เจ้าหน้าที่จึงเข้าช่วยเหลือนาย GARON ESMERALDO REYES ชาวฟิลิปปินส์ โดยถูกรถแท็กซี่ สีเขียวเหลือง ไม่ทราบทะเบียน นำมาทิ้งไว้หลังรับมาจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงนำตัวส่งสถานทูตฟิลิปปินส์ เนื่องจากนักท่องเที่ยวรายนี้ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้
ต่อมาชุดสืบสวนได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว กก.6 บก.ทท. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พบรถแท็กซี่สีเขียวเหลือง ทะเบียน 1 มก 1040 กทม. รับนักท่องเที่ยวรายนี้ บริเวณชั้น 4 ช่องที่ 8 เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 20 ก.พ. มุ่งหน้าถนนมอเตอร์เวย์ขาเข้า กทม. พร้อมกระจายกำลังออกติดตามตรวจสอบทราบว่า แท็กซี่คันนี้ จอดอยู่ภายในซอย 20มิถุนา แยก 5 จึงเฝ้าซุ่มโปร่งจนกระทั่งเวลา 06.00น.วันที่ 23 ก.พ. พบนายวิฑูรย์ เปิดประตูรถเตรียมขับออกไปจึงควบคุมตัวมาสอบสวนเปรียบเทียบปรับขั้นสูงสุด 2,000 บาทในข้อหาข้างต้น
จากการสอบถาม Mr.GARON ESMERALDO REYES หลังส่งตัวไปสถานฑูตแล้วได้ความว่า เดินทางมาจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ และจะต่อเครื่องไปที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยลงเครื่องที่ไทยเวลาประมาณ 07.00น.และจะต่อเครื่อง เวลา 16.00น. ในวันเดียวกัน โดยไม่รู้จะไปทางไหนจึงโบกเรียกแท็กซี่เพื่อจะถามทาง
ด้าน นายวิฑูรย์ ให้การว่า วันเกิดเหตุไปส่งผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พอส่งเสร็จก็พบผู้โดยสารคนดังกล่าวกำลังสื่อสารกับแท็กซี่คันด้านหน้า คาดว่า จะคุยกันไม่รู้เรื่อง ผู้โดยสารจึงมาโบกเพื่อที่จะเรียกรถโดยสารของตน แต่เมื่อคุยกันแล้วปรากฎว่า คุยไม่รู้เรื่องจึงขอปฏิเสธ พร้อมกับยกกระเป๋าของผู้โดยสารลงจากรถ แต่ผู้โดยสารยืนยันที่จะไปและยืนยันว่า จะบอกทางทีหลัง แต่เมื่อขึ้นรถมาถึงที่เกิดเหตุ ตนถามว่า"Go to bangkok "แต่ผู้โดยสารปฏิเสธว่า ไม่ไปและให้จอดรถ
"ในเส้นทางมอเตอร์เวย์จอดไม่ได้ จึงขับออกมาบริเวณปั้มน้ำมันตรงจุดเกิดเหตุซึ่งมีแท็กซี่อยู่เยอะ จึงช่วยกันพูดคุยโดยให้ผู้โดยสารเขียนลงในกระดาษว่าจะไปไหนเป็นภาษาของผู้โดยสารเองและถ่ายรูปกระดาษที่เขียนแล้วส่งไปให้เพื่อนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับทัวร์ท่องเที่ยว แต่ก็ไม่มีใครรู้ ส่วนผู้โดยสารก็พยายามเดินคุยกับคนอื่นๆ ตนเรียกให้มาคุยกันก่อนก็ไม่มา ตนอยู่ตรงนั้นประมาณ 30 นาทีจึงตัดสินใจขับรถออกไป อยากจะฝากเตือนเป็นอุทาหรณ์สำหรับเพื่อนร่วมอาชีพหาเจอเหตุ แบบนี้อย่าทิ้งผู้โดยสาร แต่ให้นำไปส่งที่สถานีตำรวจ ป้อมตำรวจท่องเที่ยว หรือสถานทูต เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือและขอรับผิดแต่โดยดี " นายวิฑูรย์กล่าว
พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า การกระทำของนายวิฑูรย์ ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยเสื่อมเสีย ซึ่งตามนโยบายของรัฐบาลต้องการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ รัฐบาลเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่กวดขันแท็กซี่ที่ปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่กดมิสเตอร์ และแท็กซี่ที่มีปุ่มกดมิสเตอร์ที่ใช้สำหรับหลอกลวงผู้โดยสาร ซึ่งการกระทำลักษณะนี้มีความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 100 และมาตรา 158 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน1เดือน หรือปรับไม่เกิน2,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พ.ต.อ.นิธิธร กล่าวว่า ปี 2558 ที่ผ่านมาพบ ปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารจำนวนมาก แต่การทิ้งผู้โดยสารระหว่าวงทางอย่างกรณีนี้มีน้อย ส่วนปัญหาที่แจ้งเข้า 191 มากที่สุดคือ ลืมของบนแท็กซี่และของหายมีเกือบทุกวัน แต่ก็ได้คืนเกือบทุกราย นอกเสียจากแท็กซี่ไปรับผู้โดยสารต่อโดยที่ไม่รู้ว่า มีของสูญหาย โดยจุดที่เฝ้าระวัง และกวดขันบ่อยๆ คือ เซ็นทรัลเวิลด์ แต่หลังจากที่มีความร่วมมือกับนครบาลปัญหาก็ลดลง ตอนนี้ก็เริ่มไปที่สีลม ซึ่งจะมีการสุ่มตรวจถี่ขึ้น