เนื่องจากการลดราคาน้ำมันในปัจจุบันนี้ ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก ขณะเดียวกันยังส่งผลให้ประชาชนต่างหันมาบริโภคน้ำมันเกินความจำเป็นมากยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งที่น้ำมันในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วต่างเป็น การนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งนั้น
"แม้ตอนนี้กระทรวงพลังงานจะมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อดูแลราคาน้ำมัน แต่กองทุนใหม่อยากให้ตั้งขึ้นมาเพื่อเข้ามาดูแลช่วยเหลือราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ เช่น ยาง พารา เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงก็ไม่ได้ช่วยอะไรกับเศรษฐกิจมากนัก เพราะฉะนั้นควรนำเงินส่วนต่างที่ต้องปรับขึ้น เมื่อเทียบกับราคาที่เหมาะสม นำมาช่วยเหลือเกษตรกรจะเป็นการดีกว่า เพราะราคาสินค้าเกษตรผูกติดกับราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันลงราคาสินค้าเกษตรก็จะปรับลดลงด้วย"
ส่วนความคืบหน้าการดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าระบบ โดยไม่ถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังนั้น ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ทั้ง 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร จัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สรรพกากร ทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจในหลักเกณฑ์ให้ตรงกันเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาใด ๆ
ขณะเดียวกันจะจัดอบรมเจ้าหน้าที่สภาวิชาชีพบัญชีเป็นกลุ่มต่อไป และสุดท้ายทั้งเอกชนและกรมสรรพากร จะร่วมกันให้ความรู้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ในระยะต่อไป เนื่องจากต้องยอมรับว่าในขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายรายต่างสนใจที่จะเข้าระบบ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
นายสุพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เชื่อว่าจากมาตรการดังกล่าวจะผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าระบบเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 100,000 ราย จากจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ 4-5 แสนราย ซึ่งต้องการเชิญชวนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าระบบให้มากที่สุด เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐออกมาตรการนี้มา โดยเงื่อนไขพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ไม่ตรวจเอาผิดภาษีย้อนหลัง และพระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีนิติบุคคลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการนิติบุคคลที่รายได้ปี 58 ไม่เกิน 500 ล้านบาท ต้องมาลงทะเบียนกับกรมสรรพากรตั้งแต่ 15 ม.ค.-15 มี.ค. 59 หรือมีเวลา 60 วัน พร้อมกับจดแจ้งการทำบัญชีเดียวกับกรมสรรพากร จะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบภาษีย้อนหลังที่เกิดก่อนวันที่ 1 ม.ค. 59 ทั้งหมด
"ครั้งนี้รัฐยอมเสียรายได้ เพื่อให้ เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ ผู้ประกอบการควรคว้าไว้ เพราะต่อไปหากเลยกำหนดระยะเวลา ผู้ประกอบการจะเสียโอกาสในมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของทางภาครัฐ เพราะส่วนใหญ่จะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบเท่านั้น"
รายงานข่าวจากกรมการค้าภายใน แจ้งว่า ขณะนี้กรมฯ อยู่ระหว่างการติดตามสถาน การณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดหลังจากที่ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดราคาหลุดกรอบ 20 บาทต่อลิตรไปแล้วว่าจะมีสินค้าประเภทใดที่ยังไม่ปรับลดราคาตามต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมากรมฯ และภาคเอกชนก็ได้มีการผลักดันให้ราคาสินค้าปรับลดลงไปแล้วก่อนหน้านี้กว่า 244 รายการ และคาดว่าหากราคาน้ำมันยังลดลงต่อเนื่องกรมฯ ก็จะผลักดันให้ปรับลดราคาลงอีกแน่นอนแต่ราคาคงลดลงไม่มากแล้วเพราะก่อนหน้านี้ราคาสินค้าก็จะค่อย ๆ ทยอยในการปรับลดราคาลงไป
ขณะเดียวกันในอนาคตก็จะมีการหารือกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทางบก เรื่องผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหลังจากที่กรมฯได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการลดค่าบริการขนส่งต่าง ๆ ลงมาทันที 5-10% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตรงนี้ก็จะกดดันให้ราคาสินค้าปรับลดราคาตามแล้วแต่ขนาดน้ำมันของสินค้า
"ยอมรับว่าต้นทุนสินค้าประกอบไปด้วยหลายส่วนสำคัญ ทั้งในเรื่องของวัตถุดิบ การใช้จ่ายเรื่องการผลิต, ค่าจ้างแรงงาน, ค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำ และเรื่องของค่าขนส่ง เป็นต้น ดังนั้นแม้ว่าราคาน้ำมันจะลดจาก 29.99 บาทต่อลิตรมาอยู่ที่ 19.74 บาทต่อลิตร หรือลดลง 34% แต่ก็ต้องเข้าใจว่าต้นทุนของน้ำมันที่เกี่ยวกับการขนส่งไม่มากนักหากเทียบกับต้นทุน อื่น ๆ รวม