โฆษก กรธ. ชี้แจงปมปรับบทบัญญัติคุ้มครองเสรีภาพสื่อ ให้รัฐเข้าตรวจข่าว-คุมกิจการสื่อของรัฐได้ เพื่อไม่ให้สื่อใช้เสรีภาพ จนชาติวุ่นวาย ย้ำสื่อของรัฐต้องทำงานเพื่อสนองรัฐ ไม่สนอนาคตจะถูกนักการเมืองใช้สื่อของรัฐเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ-สร้างประโยชน์ตนเอง เมื่อเวลา 10.00 น. นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงผลการประชุม กรธ. ว่าที่ประชุมมีมติให้เขียนร่างบทบัญญัติว่าด้วยการห้ามบุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศด้วยวิธีที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้จะมีผู้ทักท้วงว่าไม่ควรบัญญัติเพราะเป็นช่องให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง อย่างไรก็ตามกรธ ได้ปรับเงื่อนไขของการดำเนินงาน คือ ให้ผู้ทราบการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองยื่นตรงต่ออัยการสูงสุดตรวจสอบ และกำหนดให้อัยการสูงสุดใช้เวลา 30 วันในการพิจารณาและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสั่งเลิกการกระทำ เพื่อแก้ไขปัญหาในอดีตที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแม้ในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญจะเขียนห้ามบุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพล้มล้างการปกครอง แต่การกระทำที่เกิดขึ้นอาจกระทำในฐานะกลุ่มบุคคล หรือบุคคล การออกคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในการเลิกการกระทำยังมีผลที่ครอบคลุมแก่การทำกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน แต่คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญา นายอุดม กล่าวด้วยว่า ร่างมาตราดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติที่เหมือนกับมาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ประเด็นเรื่องการลงโทษพรรคการเมืองที่มีการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ เรื่อง การยุบพรรคการเมือง แต่บทลงโทษยุบพรรคการเมือง กรธ. ได้ตกลงว่าจะเขียนไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ผู้สื่อข่าวถามถึงมติกรธ. ที่เขียนร่างบทบัญญัติว่าด้วยสื่อมวลชนที่ได้ปรับเนื้อหาใหม่ โดยเฉพาะการกำหนดให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนเผยแพร่ ในช่วงการประกาศใช้กฎอัยการศึก และการประกาศใช้ภาวะสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนดให้ตรวจข่าวเฉพาะประเทศอยู่ในภาวะสงคราม นายอุดม กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญจะไม่เขียนไว้ เมื่อมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก หรือภาวะฉุกเฉินของบ้านเมือง เจ้าหน้าที่มีสิทธิที่จะตรวจข่าวได้ แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เพิ่มเติม ไม่ใช่ต้องการควบคุมสื่อ แต่สื่อมวลชนควรตระหนักด้วยว่าในภาวะที่บ้านเมืองไม่ปกติ สื่อต้องให้ความร่วมมือกับบ้านเมือง ไม่ใช่ยึดแต่เสรีภาพในการนำเสนอข่าวอย่างเดียว แล้วทำให้บ้านเมืองวุ่นวายเพิ่มขึ้น ส่วนกรณีที่อาจเกิดในสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองที่รัฐบาลใช้มาตราการประกาศกฎอัยการศึก หรือภาวะฉุกเฉินนั้นเป็นประเด็นที่ กรธ. มองว่าการจะใช้อำนาจดังกล่าวจำเป็นต้องไปออกเป็นระเบียบเพื่อบังคับใช้ให้ชัดเจน เมื่อถามว่าการกำหนดให้มีเนื้อหาให้รัฐเปิดเผยงบประมาณของที่อุดหนุนให้กับสื่อมวลชนทั้งที่เป็นเพื่อการโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ จะป้องกันการซื้อสื่อฯ ได้จริงหรือไม่ โฆษก กรธ. กล่าวว่า ที่ประชุมไม่ได้คิดไปถึงประเด็นดังกล่าว เพราะมองแค่ว่าต้องการให้มีการเปิดเผยเพื่อความโปร่งใสเท่านั้น และเปิดเผยให้สาธารณะรับทราบด้วย ถามต่อว่ากรณีที่ไม่ได้เขียนบทบัญญัติห้ามไม่ให้นักการเมืองหรือเจ้าของกิจการเข้าไปแทรกแซงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน มีเหตุผลสำคัญอะไร นายอุดม กล่าวว่า ประเด็นเรื่องของนักการเมืองแทรกแซงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน จะไปกำหนดไว้ในมาตรการที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งในร่างมาตราที่กรธ.พิจารณานั้น มีเนื้อความที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชนที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ดังนั้นการกำหนดเงื่อนไขอื่นๆ ต้องไปเขียนในส่วนที่เกี่ยวข้อง ถามต่อว่าเหตุใดที่กรธ. ต้องเขียนให้สื่อของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือรัฐบาล ต้องนำเสนอข่าวให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือภารกิจหน่วยงาน ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่เขียนให้มีอิสระได้ นายอุดม กล่าวว่า โดยหลักการสื่อมวลชนมีเสรีภาพในการทำหน้าที่ได้ แต่มีคำถามว่าเมื่อสื่อมวลชนที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามความมุ่งหมายของหน่วยงาน ดังนั้นการนำเสนอข่าวต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน ส่วนข้อกังวลต่อประเด็นที่ฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเป็นฝ่ายบริหารจะใช้สื่อของรัฐเพื่อโฆษณาชวนเชื่อเพื่อประโยชน์ฝ่ายตนฝ่ายเดียวนั้น ที่ประชุมได้คำนึงถึง แต่ประเด็นดังกล่าวต้องทำความเข้าใจว่า ต้องแยกประเด็นเสรีภาพ ออกจากการก่อตั้งหรือจัดตั้งสื่อฯ ของเจ้าของกิจการหรือเจ้าของทุนด้วย