4 มกราคม ของทุกๆปี ถือเป็นวันประกาศอิสรภาพ การกอบกู้เอกราชกลับคืนมาจากอาณานิคมอังกฤษ ย้อนไปเมื่อปี 2491 หลังถูกอังกฤษครอบครองมาตั้งแต่ปี 2369 ภายใต้ข้อตกลงตามสัญญายันดะโบ ที่พม่าต้องมอบดินแดน ยะไข่และตะนาวศรีให้กับอังกฤษ อันเนื่องมาจากการพ่ายแพ้สงคราม และนับแต่นั้นมาพม่าก็มีเหตุให้ต้องเสียดินแดนส่วนที่เหลือให้แก่อังกฤษอีก.
ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่การเฉลิมฉลองวันชาติอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่ก่อนการเปิดประชุมรัฐสภาใหม่วันแรก 1 กุมภาพันธ์นี้ ตอนนี้ก็ยังถือเป็นรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีเต็งเส่งอยู่ แต่ท่านไม่ได้เป็นคนออกมากล่าวอวยพรเนื่องในโอกาสสำคัญนี้เอง แต่ส่งตัวแทนเป็นรองประธานาธิบดี ด๊อกเตอร์สายหมอกคำ เป็นคนส่งสาสน์ ระบุว่า ประธานาธิบดีเต็งเส่งกล่าวว่า ที่ผ่านเมียนมาร์มีการพัฒนาตามลำดับการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยตามที่วางโรดแม่ปไว้มาตั้งแต่ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับ2008 หรือฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน จนกระทั่งถึงการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมที่ผ่านมาเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว
นอกจากนี้ประธานาธิบดีเต็งเส่งยังชื่นชมลำดับขั้นการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองของประเทศ จนเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ยกเลิกการคว่ำบาตรต่างๆ และสามารถริเริ่มการลงนามสนธิสัญญาหยุดยิงแบบทั่วประเทศ ซึ่งถึงแม้จะยังไม่ทุกกลุ่มชาติพันธ์ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงที่รัฐบาลเต็งเส่งทำสำเร็จ และแน่นอนมันจะต้องได้รับการสานต่อโดยรัฐบาลใหม่ และเรื่องนี้ก็ได้รับการยืนยันจาก นางอองซานซูจี ผู้นำพรรคเอ็นแอลดีที่กำลังจะเป็นรัฐบาลต่อไปนั้นเอง
เนื่องในโอกาสเดียวกัน คือวันประกาศเอกราช นางอองซานซูจีก็ได้ออกมากล่าวอวยพรประเทศพร้อมทั้งระบุเรื่องสำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่ ที่ต้องสานต่อจากรัฐบาลเดิม นั่นก็คือเรื่องของการลงนามสนธิสัญญาหยุดยิง ที่ยังมีกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธที่เป็นกลุ่มใหญ่ๆหลายกลุ่ม เช่น คะฉิ่น KIO หรือกลุ่มทหารหว้า ที่ยังไม่ได้ลงนามนั่นเองนางอองซานซูจีกล่าวว่า การปรองดองกับทุกกลุ่มการเมืองและชาติพันธ์ต่างๆถือเป็นสิ่งสำคัญในลำดับแรกของนโยบายการพัฒนาประเทศของเธอนั่นเอง