เนชั่นทีวี

ข่าว

คลี่ปมขัดแย้ง“ผู้บริหารเอแบค”

06 ม.ค. 2559 | nation_ent

คลี่ปมขัดแย้ง“ผู้บริหารเอแบค”

ฉาวโฉ่ ออกสู่สาธารณชน ประมาณเดือน มิถุนายน2558สำหรับความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็น2ขั้ว ของฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ" จนล่าสุด เกิดผลกระทบต่อการเข้ารับปริญญาบัตรของนักศึกษาประจำปีการศึกษา2557 จำนวน3,030คน ในวันที่22 พ.ย.2558ซึ่งในขณะนั้นยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเองว่าท้ายที่สุดใครจะเป็นผู้เซ็นลงนามในใบปริญญาบัตรใน"ตำแหน่งอธิการบดี "ระหว่าง ภราดาบัญชา แสงหิรัญ และดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ด้วยทั้งคู่อ้างสิทธิ์ตามกฎหมาย

แรกๆแม้บรรยากาศภายในเอแบคเงียบสงบ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่สะทกสะท้านต่อปัญหาความขัดแย้งของผู้มีอำนาจที่เกิดขึ้น โดยก่อนหน้านั้นมีเพียงองค์กรนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องความชัดเจนถึงสภาพความเป็นบัณฑิต ปริญญาบัตรที่จะได้รับหรือไม่ แต่เมื่อได้รับคำตอบที่ทำให้สบายใจว่าทุกคนจะได้รับปริญญาบัตร ทุกอย่างก็จบ...เหลือเพียงผู้บริหารที่ยังออกสื่อโต้แย้งกันตลอด

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พัฒนามาจากโรงเรียนอัสสัมชัญพานิชยการก่อตั้งในปี พ.ศ. 2512 และได้รับวิทยฐานะเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญบริหารธุรกิจในปี พ.ศ. 2515 สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 ย้ายสังกัดมาอยู่ทบวงมหาวิทยาลัยและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ)หรือAssumption Business Administration Collegeซึ่งเป็นที่มาของชื่อเอแบค (ABAC)และเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะเป็นมหาวิทยาลัย และได้ชื่อว่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญใช้ตัวอักษรย่อในภาษาไทยว่า มอช. และภาษาอังกฤษว่าAUซึ่งทำให้อักษรชื่อย่อมีความสัมพันธ์ กับสัญลักษณ์ทางเคมี คือAu (ทองคำ)

เอแบคมหาวิทยาลัยเอกชนในเครือคณะภราดาเซนต์คาเบรียล มี 3วิทยาเขต นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีระบบการสอนหลักสูตรนานาชาติ และมีศาตราจารย์(ศ.)มากที่สุดในประเทศไทย เป็นสถาบันการศึกษาเลื่องชื่อทั้งในและต่างประเทศ มาร่วม 46 ปี แต่ปัจจุบันมีปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรง สั่นคลอนความเชื่อมั่น ต่อพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่จะส่งลูกเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาแห่งนี้อยู่ไม่น้อย!!!

คลี่ปมขัดแย้ง“ผู้บริหารเอแบค”



ชนวนความขัดแย้ง..ศึกภายในเอแบคว่ากันว่า เต้นเหตุความวุ่นวายเกิดมาจากโครงการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริงแบบแอร์บัสเอ320อีกหนึ่งโครงการที่เอแบค ลงทุนมูลค่า ประมาณ350ล้านบาท แต่กลับพบว่าก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท เหตุชุลมุนในสภามหาวิทยาลัยจึงปะทุขึ้น เมื่อสภามหาวิทยาลัยมีการแบ่งออกเป็น2ฝัก2ฝ่าย โดยฝ่ายดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล และกรรมการสภากลุ่มหนึ่ง ได้ร้องให้สภามหาวิทยาลัย ( ภราดา สุรสิทธิ์ สุขชัย เป็นนายกสภา ม.อัสสัมชัญ) ตั้งคณะกรรมการสอบสวน อธิการบดี (ภราดาบัญชา แสงหิรัญ) จนกรรมการสภาชุดหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีนายกสภามหาวิทยาลัย มีคำสั่ง พักการปฎิบัติหน้าที่ของภราดาบัญชาอธิการบดีในขณะนั้น เป็นการชั่วคราว และแต่งตั้งให้ ดร.สุทธิพร เข้ามานั่ง รักษาการอธิการบดี ม.เอแบค...

คลี่ปมขัดแย้ง“ผู้บริหารเอแบค”

.เรื่องราวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อดร.สุทธิพรได้ยื่นหนังสือต่อ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และ ศาลแพ่ง ให้พิจารณาตามกฎหมาย ถึงการเข้าสู่ตำแหน่ง รักษาการอธิการบดีม.เอแบกของเขา เนื่องด้วยถูกขัดขวางในการปฎิบัติงาน รวมถึงเพื่อขอคำยืนยันจาก สกอ. ว่า มติสภามหาวิทยาลัยถือเป็นที่สุดและทุกคนต้องปฏิบัติตามหรือไม่เพราะที่ผ่านมานายกสภา ม.อัสสัมชัญ และอธิการบดี ไม่ปฏิบัติตามมติสภามหาวิทยาลัย เพราะหลังจากคณะกรรมการได้แจ้งข้อเท็จจริงต่อสภา ที่ประชุมสภาจึงมีมติเมื่อวันที่16เม.ย.2558ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิการบดี และให้อธิการบดีหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ ซึ่งหากไม่มีความผิดสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่นายกสภาไม่ยอมปฏิบัติตามมติ และไม่ลงนามในมติดังกล่าว โดยขอให้มีการประชุมเรื่องนี้กันใหม่
ต่อมา การประชุมสภา เมื่อวันที่18มิ.ย.2558สภาก็มีมติยืนยันตามเดิมให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิการบดี และให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างการสอบสวน โดยแต่งตั้งตนเป็นรักษาการอธิการบดี แต่นายกสภาก็ยืนยันว่าจะไม่ลงนามในมติดังกล่าว ที่ประชุมสภาจึงมีมติแต่งตั้ง ภราดา วิศิษฐ์ ศรีวิชัยรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นผู้ลงนามแทน ซึ่งนายกสภา ระบุว่า มติดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ทีมผู้บริหารมหาวิทยาลัยของอธิการบดี ก็ไม่ยอมรับการปฏิบัติหน้าที่ของตน ทำให้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยไปต่อไม่ได้
คราวนี้...เมื่อ ดร.สุทธิพร ออกมาขอความเป็นธรรมจากสกอ. ขยะใต้พรม ความไม่ลงรอยของเหล่ากรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ที่ถือได้ว่ามีอำนาจสูงสุดในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาจึงถูกสาวไส้ออกสู่สังคม เมื่อทั้งฝ่ายหนึ่งกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่อทุจริต และความไม่ชอบมาพากล (ตามที่ได้เสนอข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์)ของการทำหน้าที่สภามหาวิทยาลัยขณะที่ฝ่าย ภารดาบัญชา แสงหิรัญ และกรรมการสภาฯอีกกลุ่ม นำโดยนายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของเอแบค และหนึ่งในกรรมการสภามหาวิทยาลัย ก็ออกมาชี้แจงให้สังคมได้เห็นว่าโครงการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริงแบบแอร์บัสเอ320ที่ดร.สุทธิพร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะนั้น เปิดหลักสูตรวิศวะการบิน แต่เป็นโครงการร่วมทุนกับบริษัทต้องให้ภราดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีม.เอแบคในขณะนั้นเป็นผู้ถือหุ้นเห็นชอบ ต่อมาเกิดข้อท้วงติงว่าการดำเนินการส่อไปในทางไม่โปร่งใส อาจจะทุจริตจนกระทั่งมีการตั้ง คณะกรรมการสอบสวน และผลการสอบสวนพบว่าไม่มีทุจริต


ไม่เพียงเท่านั้น ได้หยิบยกกฎหมายมาตีแผ่ ถึงการสั่งพักงานอธิการบดีมิชอบด้วยกฎหมาย โดยยึดตามมาตรา98 พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2) ระบุชัดว่า การพักงานอธิการบดีได้ต้องเป็นการร้องขอจากกรรมการสอบสวนมายังคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันยังไม่มีการร้องขอมาที่สภามหาวิทยาลัยและถือว่า เอแบค มีอธิการบดีคนเดียว คือ ภราดาบัญชา แสงหิรัญ

ตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 42 ระบุว่า หากกรณีที่อธิการบดีปฎิบัติหน้าที่มิได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทน ฉะนั้น คำว่า ตำแหน่งรักษาการอธิการบดี ไม่ได้มีปรากฏตามกฎหมาย เป็นการแอบอ้างตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้เป็นการลงนามด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย เป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อทนายความฝ่าย ภราดาบัญชายืนยันถึงความเป็นตัวตนในตำแหน่ง อธิการบดี ทำให้ฝ่ายดร.สุทธิพรและกรรมการสภามหาวิทยาลัยอีกกลุ่ม ก็หยิบยกกฎหมายขึ้นมาอ้างสิทธิ์ ในมาตราเดียวกัน ตามพ.ร.บ.เดียวกันแถมยังพ่วงท้ายด้วยคำสั่งศาลแพ่ง ที่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่ง ศาลรับคำฟ้องและออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุว่า ให้ ภารดาบัญชา พักงานมีผลตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. 2558 ขณะเดียวกัน ดร.สุทธิพร นั่งรักษาการอธิการบดี แทน ตั้งแต่ วันที่ 22 มิ.ย.2558

วิกฤติความขัดแย้งในเอแบค ยังสะท้อนความอ่อนด้อยหลักธรรมาภิบาลและดูเหมือนว่ามหาวิทยาลัยไทยหลายกลุ่ม กำลังเผชิญวิกฤติหนัก เพราะไม่นำหลักธรรมาภิบาลมาบริหารสถาบันแต่ยึดผลประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นใหญ่

คลี่ปมขัดแย้ง“ผู้บริหารเอแบค”


ความขัดแย้งในเอแบค อุณหภูมิเดือดทะลุ 100 องศาคงจะได้รับการแก้ไขหรือไม่?หลังจากสภามหาวิทยาลัยทั้ง 18 คน ครบองค์ประชุม ได้เข้าพบ บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ( รมว.ศธ.) ในวันที่30ต.ค.2558 ที่กระทรวงศึกษาธิการ มอบให้ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ตั้งคณะกรรมการกลางซึ่งเป็นที่ยอมรับจากกรรมการสภาม.อัสสัมชัญ ทั้ง2ฝ่ายยอมรับขึ้นมาทำหน้าที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในม.อัสสัมชัญ
คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของม.อัสสัมชัญ ประกอบด้วย ดร.กฤษณพงษ์ กีรติกร อดีตรมช.ศึกษาธิการ ประธาน ส่วนกรรมการ ได้แก่ นายสุภัทร จำปาทอง รองปลัด ศธ.รศ.ดร.อานนท์ เที่ยงตรง กรรมการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ศ.บุญเจริญ ศิรินวกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี5.ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์ กรรมการสภาม.อัสสัมชัญ 6.ภราดามีศักดิ์ ว่องประชานุกูล กรรมการสภาม.อัสสัมชัญ และรศ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการ กกอ. เป็นกรรมการและเลขานุการเจ้าหน้าที่ สกอ. ผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งได้วางกรอบการทำงาน60วันในการเข้าคณะกรรมการจะเข้าไปตรวจหาข้อมูลหลักฐานต่างๆใน ม.อัสสัมชัญ

คลี่ปมขัดแย้ง“ผู้บริหารเอแบค”


ตอนนี้ ถึงกระบวนการสอบสวนจะเดินทางมาถึงปลายทางแล้ว แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ ทิ้งทวนก่อนสิ้นปี2558เมื่อวันที่28 ธ.ค.2558 ดร.สุทธิพร ได้เดินทางเพื่อเข้าไปยังมหาวิทยาลัยเอแบค วิทยาเขตหัวหมาก พร้อมกับนำคำสั่งศาลที่ให้การคุ้มครองเข้าปฏิบัติหน้าที่ไปยื่นกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่อยู่บริเวณประตูกลาง โดยก่อนที่ ดร.สุทธิพร จะเดินทางมาครั้งนี้ ได้ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก และตำรวจ 191 ทั้งในและนอกเครื่องแบบ เพื่อช่วยอำนวยการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ชุดใหม่ที่ทางมหาวิทยาลัยเพิ่งว่าจ้างได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทน รปภ.ชุดเดิมแต่ รปภ.ชุดเก่ากลับปิดล๊อคประตูล่ามโซ่อย่างแน่นหนา ทำให้บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปยังภายในมหาวิทยาลัยได้ รวมไปถึงอาจารย์และเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ต้องเข้าไปทำงานตามปกติ บรรยากาศการเจรจายังตึงเครียด แต่ไม่มีการปะทะกัน ซึ่ง ดร.สุทธิพร มอบหมายให้ทนายความไปแจ้งความเอาผิดกับ รปภ.ชุดเก่าข้อหาขัดคำสั่งศาลและบุกรุกที่ สน.หัวหมาก และเดินทางไปยังม.เอแบค วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ซึ่งเจ้าหน้าที่ รปภ.ชุดใหม่จำนวนกว่า 100 นายสามารถเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ภายในมหาวิทยาลัยได้ โดยการประสานกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภอ.บางเสาธง และ สภอ.บางบ่อ เพื่อมาช่วยอำนวยการเจรจา

คลี่ปมขัดแย้ง“ผู้บริหารเอแบค”



ทาง ดร.สุทธิพร ใช้วิทยาเขตสุวรรณภูมิเป็นสำนักงานอธิการบดีชั่วคราว คาดหวังว่าจะเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัยอ้างเป็นไปตามกฎหมายและคำสั่งศาล จนกระทั่ง วันที่30ธ.ค.2558ได้เดินทางไปม.เอแบค หัวหมากอีกครั้ง และได้เจอกัน รปภ.เอาถังดับเพลิงมาสกัดกั้น แต่ไม่ได้มีการระเบิดกัน หรือรุนแรงมากกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม มหากาพย์ความขัดแย้งของม.เอแบค ยืดเยื้อข้ามปีกันเลยทีเดียว จน พล.อ.ดาว์พงษ์ มอบหมายให้ทางที่ประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)หยิบยกกรณี ม.เอแบค ขึ้นมาพิจารณา เพื่อทำข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา ในวันที่6ม.ค.นี้ หากได้ข้อยุติประการใดก็จะเสนอมาให้พิจารณาอีกครั้งว่าจะมีทางออกอย่างไรบ้าง

ตลอดระยะเวลาที่เกิดขึ้น ศธ. พยายามเข้าไปไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ เรียกทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยทำความเข้าใจกัน แต่ปัญหาก็ยังยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย แว่วว่า!!! ถ้าเกินจะเยียวยา แก้ปมความยุ่งเหยินครั้งนี้ได้ ไม่สามารถดำเนินการตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่มีผลกระต่อการจัดการศึกษา และไม่มีผลกระทบต่อตัวนักศึกษา แต่หากต่อไปใครกระทำการอะไรที่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สิน หรือระบบการบริหาร ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ และหากถึงที่สุด ไร้ทางออกของปัญหาจริงๆ อาจมีการเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา44แก้ปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้น