แต่เมื่อรัฐบาลยอมรับว่างบประมาณปกติไม่เพียงพอ แล้วกลับนำเงินกู้พิเศษตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ มาใช้เป็นวงเงินประมาณ 18,800 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือรายเดือนแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงมีเหตุอันควรตั้งข้อสังเกตว่า อาจขัดต่อมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งระบุหลักการว่า การตรากฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน และต้องระบุวัตถุประสงค์ ระยะเวลา แผนงาน/โครงการ วงเงิน และหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ควรนำเงินกู้ไปใช้แทนรายจ่ายประจำ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมาย
หากรัฐบาลเห็นว่างบประมาณด้านสวัสดิการไม่เพียงพอจริง ก็ควรเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเข้าสู่รัฐสภา เพื่อให้เกิดการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย นำเงินกู้พิเศษตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือรายเดือนแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมายรองรับ หรืออาจถูกมองว่าเป็นการใช้งบประมาณตามอำเภอใจ
2.ฐานข้อมูลล้าหลัง และยังมีคนจนที่อาจตกหล่น/เข้าไม่ถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.33 ล้านคน เป็นฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังอ้างอิงข้อมูลคัดกรองจากหลายปีก่อน และถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่ามีทั้งปัญหาคนจนตกหล่น “จำนวนผู้มีบัตร” ไม่ใช่ “จำนวนคนจน” ทั้งหมด เพราะผู้ถือบัตรบางส่วนอาจไม่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนตามนิยามของ สศช. แสดงว่าผู้ที่ไม่ได้ยากจนจริงแต่กลับได้รับสิทธิ
คนจนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ เกษตรกรรายย่อย และประชาชนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ยังไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้ ขณะที่ประชาชนอีกประมาณ 51 ล้านคนที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานไม่แตกต่างกัน
หากรัฐบาลจริงใจต่อการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ควรเลือกใช้กลไกที่ลดปัญหาการตกหล่นและการเลือกปฏิบัติ เช่น
- สวัสดิการถ้วนหน้าตามช่วงวัย
- เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า
- การลดค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานให้ประชาชนทุกครัวเรือน
- หรือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนร่วมคัดกรองผู้เดือดร้อนจริงในพื้นที่
3. ต้องอยู่บนหลักนิติธรรม และ “เป็นสิทธิเสมอกัน” ตามกฎหมายกำหนด
เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่คือหนี้สาธารณะที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบในอนาคต เมื่อวิกฤตพลังงานส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศ มาตรการเยียวยาจึงควรถูกออกแบบให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม
รัฐบาลต้องนำเงินจำนวน 18,800 ล้านบาท ไปใช้ตาม พ.ร.ก. อย่างเคร่งครัด เช่น การลดค่าไฟฟ้า การลดต้นทุนเชื้อเพลิง สนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ และช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย เป็นต้น
การใช้จ่ายต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และ “เป็นสิทธิเสมอกัน” ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เพราะรัฐแจกเงินเก่ง แต่เพราะประชาชนเชื่อมั่นว่า รัฐใช้อำนาจและงบประมาณด้วยความเป็นธรรม รัฐต้องไม่ปล่อยให้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ร่วมกันของคนทั้งชาติ กลายเป็นเครื่องมือตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ และบ่อนทำลายหลักนิติธรรมของประเทศอีกต่อไป