จากกรณีที่ ศาลจังหวัดสมุย สุราษฎร์ธานี มีคำพิพากษาประหารชีวิต 2 ชายชาวเมียนมาร์ จำเลย คดีฆ่าข่มขืนนักท่องเที่ยวอังกฤษ บนเกาะเต่า อ.เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งภายหลัง ชาวเมียนมา รวมตัวกันบริเวณด่านพรมแดน เพื่อขอความยุติธรรมในการดำเนินคดี เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.58 นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ในการพิพากษาคดีของศาลจังหวัดสมุย ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นนั้น ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งหลังจากมีคำตัดสินแล้ว ศาลยุติธรรม ได้จัดทำสรุปคำพิพากษาทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อให้ตรวจสอบได้ และสาธารณชนยังสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้จากคำพิพากษาฉบับเต็มด้วยว่าการพิจารณาศาลได้วินิจฉัยประเด็นใดบ้างนายสืบพงษ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวย้ำว่า ในชั้นพิจารณาจำเลย มีทนายความดูแลคดีตามกฎหมายและศาลชั้นต้น ได้พิจารณาพยานหลักฐานตามสำนวนครบถ้วน ขณะที่คำพิพากษาคดียังไม่สิ้นสุดเพียงแค่ศาลชั้นต้นนี้ เพราะตามกฎหมายจำเลย สามารถยื่นอุทธรณ์คดีได้ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และถ้าคดีจะถึงที่สุดในชั้นฎีกาตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว จำเลยอาจยื่นขออภัยโทษต่อไป ซึ่งสามารถยื่นได้ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา
ทางด้านนายเสข วรรณเมธี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และอธิบดีกรมสารนิเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าตามที่เกิดเหตุการณ์ชาวเมียนมาร์ชุมนุมหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ต่อกรณีคำตัดสินคดีของศาลจังหวัดเกาะสมุยต่อคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คนที่เกาะเต่า ว่า กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ได้ติดตามสถานการณ์และประสานงานกับทางการเมียนมาร์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าการชุมนุมจะเป็นไปด้วยความสงบ แต่ทางการเมียนมาร์ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง และชาวไทยในเมียนมาร์ตามแนวทางการรักษาความปลอดภัยโดยปกติ
ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่ามีการปลุกปั่นยุยงชาวเมียนมาร์ให้มาชุมนุมนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ได้ยืนยันว่าไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด
กระทรวงการต่างประเทศขอยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมาร์ที่อยู่ในระดับดียิ่ง และมีความใกล้ชิดกันมายาวนาน และพร้อมที่จะทำหน้าที่ประสานงานเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างสองฝ่าย ตลอดจนให้ความช่วยเหลือต่อทางการเมียนมาร์ในการดำเนินการภายใต้กรอบกระบวนการยุติธรรมของไทย ซึ่งเป็นไปตามหลักสากลต่อไป