ขณะนี้เสียงเรียกร้องให้ห้ามโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐเข้าอังกฤษกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษกำลังถกเถียงกันและเตรียมจะพิจารณาคำร้องเรียนผ่านเวบไซต์ของรัฐสภาที่มีประชาชนเข้าไปลงชื่อมากกว่า 370,000 คน เพื่อขอให้ห้ามทรัมป์เข้าประเทศเนื่องจากเขาพูดจาด้วยถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง ปกติแล้วคำร้องเรียนที่มีผู้ลงชื่อเกินกว่า 1 แสนชื่อจะได้รับการพิจารณาในรัฐสภาและรัฐบาลต้องมีคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร
ส.ส.หลายคนสนับสนุนให้ห้ามทรัมป์เข้าประเทศ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลเคยห้ามบุคคลที่ยุยงความเกลียดชัง 84 คนเข้าประเทศ เช่น นักมวย ไมค์ ไทสัน และนักสอนศาสนาอิสลามหัวรุนแรงหลายคน แต่จอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลังไม่เห็นด้วย และบอกว่าวิธีที่จะจัดการกับคนแบบนี้จะต้องโต้เถียงด้วยหลักการตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่ห้ามการเดินทาง
ขณะเดียวกันในสหรัฐกำลังเกิดกระแสโพสภาพใบหน้าของชาวมุสลิมอเมริกันที่ดูไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม เพื่อผ่อนคลายความหวาดกลัวอิสลามและความเกลียดชังชาวมุสลิม โดย เบนจามิน วิทเทส นักวิชาการจากสถาบันบรูกกิงส์ในสหรัฐเป็นผู้ริเริ่มรณรงค์ด้วยการโพสภาพและติดแฮชแทก #MuslimAmericanFaces และหลายคนร่วมโพสภาพชาวมุสลิมอเมริกันที่มีทั้งนักศึกษา เด็ก ทนายความ นักกีฬา และอื่นๆ รวมถึงภาพเก่าของชาวอเมริกันที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามในปี คศ.1893 ด้วย
ส่วนนายทรัมป์ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังคงยืนยันไม่ถอนตัวจากการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ แม้เผชิญเสียงประนามและกระแสต่อต้านจากทั้งในประเทศและทั่วโลก รวมทั้งทำเนียบขาวบอกว่าเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำสหรัฐได้ และบางเมืองในสหรัฐประกาศจะไม่ให้เขาเข้าเมืองด้วย