แม้นายฉ่วย มานน์ และพันธมิตร จะถูกประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ปลดออกจากตำแหน่งประธานพรรค USDP แต่เขาก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้นำกลุ่มในรัฐสภาที่มีขนาดใหญ่พอสมควรของพรรค USDP ซึ่งถ้านางซูจี ไม่สามารถคว้าชนะเสียงส่วนใหญ่ได้ การสนับสนุนจากนายฉ่วย มานน์ ซึ่งเป็นอดีตนายพลในรัฐบาลเผด็จการทหาร อาจช่วยนางซูจี ตั้งรัฐบาลได้ และการที่เขากล่าวในที่สาธารณะถึงกล่าวถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดของเขากับนางซูจี ได้กระตุ้นความสงสัยให้แก่สมาชิกพรรค USDP บางส่วน และนำไปสู่การปลดเขาออกจากตำแหน่ง และกลายเป็นความสั่นคลอนครั้งใหญ่ที่สุดของการเมืองเมียนมาร์ นับตั้งแต่สิ้นสุดการปกครองของทหาร เมื่อปี 2554 // นายฉ่วย มานน์ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติว่า เขาพบปะกับนางซูจีบ่อยครั้งและพบว่า มีความคล้ายกันหลายอย่าง พรรค NLD ของนางซูจี ได้รับการคาดหมายว่า จะครองเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้ง ซึ่งนายฉ่วย มานน์ บอกว่า NLD ได้แรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งอย่างมากจากประชาชน แต่เขาก็หวังให้พรรคของเขาชนะเช่นกัน ซึ่งเขาบอกว่า ผลประโยชน์ของชาติเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าความผูกพันส่วนตัว หรือ พรรค และความร่วมมือระหว่างพรรคเป็นสิ่งสำคัญต่ออนาคตของพม่า ชาวเมียนมาร์กว่า 30 ล้านคน จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันอาทิตย์ ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นการเลือกตั้งที่เสรี และเป็นธรรมครั้งแรกของประเทศ การเลือกตั้งที่จะกำหนดขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยนายฉ่วย มานน์ บอกว่า เวลาที่เขาพบปะกับนางซูจี ก็จะพูดคุยถึงการทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง และการพัฒนาของประเทศ ความร่วมมือนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในสภาชุดใหม่ และจะทำงานร่วมกันเพื่อประเทศชาติ แต่เขาไม่ได้ให้รายละเอียดถึงวิธีที่เขาจะทำงานร่วมกันกับซูจี เพียงแต่บอกว่า เขาได้เตรียมพร้อมที่จะทำงานร่วมมือกับพรรคอื่นๆ ซึ่งในการกล่าวปราศรัยหาเสียงในเขตเลือกตั้งของตัวเองในภาคกลางของประเทศเมื่อวันพุธ เขาบอกว่า นางซูจีเป็นต้นแบบ ซึ่งแนวคิดนี้ อาจเพิ่มความตึงเครียดต่อความสัมพันธ์ของเขากับพรรครัฐบาล ซึ่งเขายังคงเป็นสมาชิกของพรรค USDP และประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังจากพรรค USDP เพิ่งปฏิเสธเรื่องการปลดนายฉ่วย มานน์ ออก และตัวนายฉ่วย มานน์ ได้ย้ำว่า เขายังคงเป็นสมาชิกของพรรค มีการคาดการณ์กันถึงประเด็นที่ว่า นายฉ่วย มานน์ จะเป็นผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี ถ้าพรรคของนางซูจี ได้ครองเสียงข้างมากในสภาฯ จากการที่นางซูจี ถูกห้ามจากตำแหน่งประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญที่ทหารร่างขึ้นก่อนมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลกึ่งพลเรือนในปี 2554 และกองทัพยังคงมีอำนาจยับยั้งการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายฉ่วย มานน์ บอกว่า ถ้าสมาชิกสภาฯ ร้องขอ เขาพร้อมที่จะรับตำแหน่งนี้
ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในฐานะประธานาธิบดี แต่ยังมีงานค้างอยู่อีกมาก ซึ่งนายฉ่วย มานน์ ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์การเป็นประธานาธิบดีของเขาว่า ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ควรดำเนินงานกระบวนการสร้างสันติภาพต่อ รวมถึงเป็นผู้นำที่จะแก้ปัญหาของประชาชน ทำงานเพื่อหลักนิติธรรมของประเทศ และประธานาธิบดีควรเป็นคนที่ประชาชนไว้วางใจได้