15 ต.ค. 58 --- ชูวิทย์ ดิ้นสู้ฎีกาคดีรื้อบาร์เบียร์ ยื่นเปลี่ยนคำให้การใหม่ ขอรับสารภาพ ขณะที่ศาลอาญาใต้ ส่งสำนวนคืนศาลฎีกา นัดฟังคำตัดสินอีกครั้งที่สาม 28 ม.ค.ปีหน้า เจ้าตัวอ้าง ขณะทำธุรกิจปี 46 ซื้อที่ดิน 500 ล้าน สถานการณ์บีบคั้นถึงทำ ขณะที่ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว 100 ล้าน ระบุคิดมา 2 วัน เหมือนยกภูเขาจากอก ได้พูดความจริงรับสารภาพ ส่วน เสธ.แอ๊ป เบี้ยวนัดเจอหมายจับร่วมจำเลยอีก 6 คน
ห้องพิจารณา 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 วันที่ 15 ต.ค.58 เวลา 09.00 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีรื้อบาร์เบียร์ ซอยสุขุมวิท 10 หมายเลขดำ ด.2150/2546 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ และกลุ่มผู้ค้า รวม 44 ราย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต ริมมสาร ,นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย อดีตผู้บริหารบริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์ , พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บก.สส. เมื่อปี 2546 , พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร อดีตนายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เมื่อปี 2546 และพวกรวม 130 คน เป็นจำเลยที่ 1-130 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์, บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ
โดยนายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 ได้เดินทางมาถึงศาล เวลา 10.00 น.เศษ พร้อมผู้ติดตาม ขณะที่ พ.ท.หิมาลัย หรือ เสธ.หิ จำเลยที่ 128 และจำเลยอื่น ต่างทยอยเดินทางมาศาล
ขณะที่นายชูวิทย์ กล่าวก่อนขึ้นห้องพิจารณาว่า ก่อนที่จะมาศาล ก็ได้แวะไหว้พระ ทำบุญโลงศพ ที่โรงเจ ข้างด้านหลังศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นการแก้เคล็ดต่อชะตา คนวันอังคารด้วย ซึ่งวันนี้จะเป็นวันกำหนดชะตาชีวิต
ส่วนคดี นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าจะเป็นบทเรียนให้ประชาชน ที่ดินแปลงเกิดเหตุนี้ตนซื้อมาเมื่อ 13 ปีที่แล้วก็ได้เป็นเจ้าของที่ดิน แต่มีความชักช้าในกระบวนการการขับไล่ ซึ่งขณะนั้นตนเป็นเพียงนักธุรกิจ อย่างไรขอตนได้ฟังคำพิพากษาก่อน ตนเป็นคนตรงไปตรงมา 12 ปี เบื่อที่จะเก็บแล้ว ก็อยากจะให้จบสิ้น ถ้าคนเราขึ้นศาลแล้วพูดอะไรตรงไปตรงมา รับฟังกระบวนการ ทุกอย่างก็เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนตัวตนเชื่อมั่นอยู่แล้วในกระบวนการยุติธรรม แต่ก็หวังว่าศาลจะลงโทษสถานเบา เพราะไม่อยากเข้าคุก ไม่มีใครมารถเบนซ์ แต่อยากออกรถบัส
ต่อมาเวลา 14.30 น. ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์ เลื่อนฟังคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปก่อน เนื่องจาก วันนี้ นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ขอให้ส่งศาลฎีกาพิจารณาที่นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และเปลี่ยนคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง พร้อมทั้งขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก
ซึ่งศาลชั้นต้น ได้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาทางโทรสาร (แฟกซ์) โดยศาลฎีกา มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปก่อน และให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำร้องของนายชูวิทย์ต่อไป
ทั้งนี้ ศาลยังได้แจ้ง พ.ท.หิมาลัย จำเลยที่ 128 ทราบคำสั่งที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้สืบพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาด้วย
ขณะที่ ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง ในวันที่ 28 ม.ค.59 เวลา 09.00 น.
ส่วน พ.ต.ธัญเทพ หรือ เสธ.แอ๊ป จำเลยที่ 130 ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ซึ่งศาลได้ให้ออกหมายจับปรับนายประกัน เช่นเดียวกับจำเลย 18, 40, 68, 73, 112 และ 115
ภายหลัง นายชูวิทย์ กล่าวว่า การต่อสู้ทางกฎหมาย ก็สู้การพูดความจริงไม่ได้ เพราะการพูดความจริง อย่างน้อยท้ายสุดก็ทำให้สบายใจขึ้น ทำให้เรารู้สึกปลดปล่อยมากที่สุด ต่อสู้มา 12 ปี สิ่งที่ทำไปในการเป็นนักธุรกิจขณะนั้นก็รู้สึกอึดอัด ตนรับสารภาพยอมรับผิด
"ผมอยากให้ประชาชนดู การทำอะไรไม่เท่ากับการพูดความจริง ผมตรึกตรองมา 2 วัน จึงยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ทำให้รู้สึกยกภูเขาออกจากอก เราสามารถโกหก พ่อ แม่ ภรรยาได้ แต่โกหกตัวเองไม่ได้ " นายชูวิทย์ ระบุ
นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า การพูดความจริง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด หวังว่าพี่น้องจะเข้าใจและให้โอกาส ส่วนค่าเสียหายตนได้ชดใช้แล้ว ร่วม 100 ล้านบาท หลังจากนี้ไม่ได้เตรียมตัวอะไร เพียงขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ส่วนที่ดินแปลงนี้ ตนซื้อมา 500 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารรับปากจะไล่ที่ให้ ซึ่งความเป็นนักธุรกิจ และความโง่เขลาเบาปัญญาและความบีบคั้น ถึงทำไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้จากเดิมที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เป็นให้จำคุกนายชูวิทย์, พ.ท.หิมาลัย และพ.ต.ธัญเทพ กับพวกรวม 66 ราย คนละ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ขณะที่วันนี้ถือเป็นการเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 แล้ว