ที่ห้องพิจารณา 912 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก คดีหมายเลขดำ อ.313/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) , บริษัทไร่ส้ม จำกัด โดย น.ส.อังคนา วัฒนมงคลศิลป์ และน.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม , นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม และ น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่ บจก.ไร่ส้ม เป็นจำเลย 1-4 ในความผิดฐาน เป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ , เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร , เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่า ด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.6 , 8 และ 11 กรณีมื่อวันที่ 4 ก.พ.48 - 28 เม.ย.49 นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ คุย คุ้ยข่าว ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลา จาก บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ บมจ.อสมท. เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียก รับเอาเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ไม่รายงานการโฆษณา โดยอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 ม.ค.58 โดย อัยการโจทก์ นำนายสิทธิศักดิ์ เอกพจน์ อายุ 62 ปี อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท. และนายพลชัย วินิจฉัยกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บจม.อสมท. เบิกความ นายสิทธิศักดิ์ อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท. เบิกความสรุปว่า ขณะเกิดเหตุพยานดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท. ซึ่งการผลิตรายการของ อสมท. กับบริษัทเอกชนนจะต้องมีใบคิวจองโฆษณาส่งมาที่อสมท.และเมื่อมีการออกอากาศโฆษณาแล้วจะส่งผลเวลาที่ออกอากาศ กลับมาให้สำนักกลยุทธ์การตลาดของอสมท.ตรวจสอบว่าการออกอากาศโฆษณาจึงจะมีการเรียกเก็บเงินค่าออกอากาศ สำหรับบริษัท ไร่ส้มฯ ได้เซ็นสัญญาโฆษณาไว้กับ อสมท. ควรจะทราบว่าถ้ามีการโฆษณาที่เป็นส่วนเกินเวลาจะต้องแจ้งและมาชำระเงินค่าส่วนต่างให้กับ อสมท.ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญา ขณะที่การโฆษณาสินค้าแต่ละอย่างนั้น ในใบคิวจะแสดงถึงรายละเอียดต่าง ๆ ว่าโฆษณากี่วินาที ราคากี่บาท ในรายการออกอากาศ 1 ชั่วโมงจะมีเวลาออกอากาศโฆษณาได้กี่นาที ซึ่ง ผอ.สำนักกลยุทธ์การตลาดและพนักงานที่เกี่ยวข้องเป็นดูแลควบคุม ส่วนเรื่องการหาโฆษณาเข้ามานั้น จะมีรางวัลเป็นเปอร์เซ็น ให้กับพนักงานที่ขายโฆษณาได้มาก ส่วนการที่ บริษัท ไร่ส้มฯ ออกอากาศโฆษณาเกินเวลาในสัญญา พยานเพิ่งทราบเรื่องหลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งได้มีการเรียกนางพิชชาภาจำเลยที่ 1 และนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้จัดรายการมาสอบสวน และตรวจสอบรายการภายในบอร์ดประชุมของ อสมท. ขณะที่นายพลชัย รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บจม.อสมท. เบิกความว่า เมื่อปี 2547 - 2549 พยานดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการใหญ่ บจม.อสมท. ดูแลเรื่องกฎหมาย และก็เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวด้วย ซึ่งการผลิตรายการของ อสมท.นั้นมีหลายรูปแบบ โดยรูปแบบ อสมท. มีการเซ็นสัญญากับ บริษัท ไร่ส้มฯ นั้น เป็นการแบ่งรายได้การโฆษณาในรายการโทรทัศน์ครึ่งต่อครึ่ง ตามกฎของคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (กบว.) ปัจจุบัน คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าด้วยเวลาของการออกอากาศ 1 ชั่วโมง จะสามารถ โฆษณาได้เป็นเวลา 12 นาที 30 วินาที ซึ่งในเวลา 12 นาที 30 วินาทีนั้น จะแบ่งให้เวลาโฆษณาเป็นสิทธิของสถานีอย่างเดียว 2 นาที 30 วินาที ส่วนเวลาอีก 10 นาทีจะต้องแบ่งให้ บมจ.อสมท. 5 นาที โดย 5 นาทีที่เหลือจะเป็นเวลาออกอากาศโฆษณาของบริษัท ไร่ส้มฯ ซึ่งหากมีการโฆษณาเกินเวลาจาก 5 นาที ดังกล่าว บริษัท ไร่ส้มฯ จะต้องยินยอมจ่ายเงินค่าโฆษณาโดยจะต้องแจ้งทำหนังสือหรือใบคิวโฆษณาขอใช้สิทธิ์เกินเวลาส่งไปให้ อสมท. และบริษัท ไร่ส้มฯ ต้องเป็นผู้ชำระเงินในส่วนของค่าโฆษณาที่เกินเวลาทั้งหมด ภายหลังพยานโจทก์ ทั้ง 2 ปากเบิกความเสร็จสิ้นแล้ว นายสรยุทธ ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง กล่าวว่า การมาขึ้นศาล ไม่มีความกังวลใด ๆ เรื่องของคดีความต้องว่าไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนก็จะเดินทางมาฟังการสืบพยานทุกครั้งด้วยตนเองทุกนัด เนื่องจากอยากจะฟังรายละเอียดต่าง ๆ ด้วยตนเอง