แม้จะอยู่ระหว่างการพิจารณารายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่และยังไม่มีความชัดเจนจากรายงานจะผ่านและก่อสร้างได้หรือไม่ แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ยังคงเดินหน้าเปิดประมูลเทคโนโลยีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในวันนี้หลังจากที่ต้องเลื่อนมาจากวันที่ 22กรกฎาคม มีกลุ่มบริษัทเข้าร่วมประมูลเพียง 2 บริษัท
ห้องประชุมในอาคารท.301 สำนักงานใหญ่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวยจ.นนทบุรี ถูกประกาศเป็นเขตหวงห้ามโดยเฉพาะจนกว่าการประมูลจะแล้วเสร็จในเวลา12.00 น.
วันนี้บริษัทที่เข้าร่วมประมูลมี 2 กลุ่มบริษัท ได้แก่กลุ่ม บริษัม ไทยอิตาเลียน และ กลุ่มบริษัท ออลสตอม ซึ่งทั้ง2 บริษัทนี้เป็นผู้รับเหมารายเดิมที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะโรงปัจจุบันและโรงทดแทนที่กำลังก่อสร้างอยู่ในเวลานี้ ขณะที่มีรายงานข่าวว่าเดิมทีมีบริษัทที่ซื้อซองประมูลจำนวน 12 บริษัท แต่ไม่มาร่วมประมูลในวันนี้ด้วยหลังจากที่ช่วงที่ผ่านมามีข่าวการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่อย่างรุนแรงและรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถูกทบทวน
อย่างไรก็ตามนายอัครพงศ์ วสุวรรณ senior vice president บริษัท อิตาเลียนไทย หนึ่งในบริษัทผู้เข้าร่วมประมูลบอกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่จะสร้างได้หรือไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับประชาชน และการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนส่วนตนในฐานะผู้เข้าร่วมประมูลก็เข้าร่วมยื่นซองประมูลตามหน้าที่ทั้งนี้ยังมองว่าเทคโนโลยีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าปัจจุบันพัฒนาไปมากและลดผลกระทบมากกว่าสมัยก่อน
ด้านนายรัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บอกหลังการยื่นซองประมูลว่าได้นำข้อมูลข้อห่วงกังวลจากเวทีค.3 โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่มารวมอยู่ในเงื่อนไขการยื่นซองการประกวดเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าด้วยหลังจากนี้ จะใช้เวลา 3 เดือนในการพิจารณา หากเข้าตาทั้ง2 บริษัท ก็จะเปิดซองประกวดราคาต่อไป ซึ่งมีราคากลางอยู่ที่4 หมื่น 9 พันล้านบาท
นายรัตนชัยระบุว่า การยืนซองประกวดเทคโนโลยี และราคาครั้งนี้ไม่ได้มีผลผูกมัดสัญญากับเอกชน และพร้อมชีแจงทุกข้อสงสัยจากทุกฝ่ายเวลานี้ยังคงรอคอยการแต่ตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายหลังนายกรัฐมนตรีรับข้อเสนอกลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน
กฟผ. ยืนยันว่า ได้รับฟังความเห็นของประชาชนอย่างครบถ้วนตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งการเปิดให้ยื่นประกวดเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าถ่านหินนั้นจำเป็นต้องทำควบคู่กับไปกับการจัดทำรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรืออีเอชไอเอเพื่อให้ทันต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวมากขึ้นในพื้นที่ภาคใต้