การประชุมของคณะอนุกรรมการติดตาม และวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่กรมชลประทาน วันนี้ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 แห่ง ประกอบด้วย กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรน้ำ กองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร กรมโยธาธิการ และ คณะกรรมการเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมี นายเลิศวิโรจ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทานการประชุม เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำแล้งในฤดูฝน พบว่ามีแนวโน้มน่าดีขึ้น เพราะในบางพื้นที่มีฝนตก โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ให้สูบน้ำ ในช่วงนี้ประมาณ 3 วัน ส่วนเกษตรกรบางรายที่ข้าวกำลังออกรวง ทางกรมชลฯ อนุโลมให้สูบน้ำได้ เฉพาะพื้นที่ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ถ้ายังไม่จำเป็นจะไม่ช่วย จะมีการพิจารณาเป็นรายๆไป
รองอธิบดีกรมชลประทาน นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ ระบุว่า ฝนที่ตกลงมาในช่วงนี้ ช่วยทำให้น้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น เช่น ที่เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนวันละ 5.6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เขื่อนสิริกิติ์ น้ำไหลเข้าวันละ 6-7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่มีน้ำที่ต้องระบายออกวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังไม่เพียงพอ จึงทำให้ต้องบริหารจัดการน้ำแบบเฉพาะหน้า
สำหรับพื้นที่การเกษตรที่จำเป็นต้องใช้น้ำจะสามารถปล่อยน้ำได้ในช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ โดยจัดพื้นที่ตามลำดับความสำคัญของปัญหาเป็นหลัก ซึ่งมั่นใจว่า มาตรการต่างๆที่เตรียมไว้จะสอดรับกับปริมาณน้ำฝนที่ตกในช่วงนี้และต้นเดือนสิงหาคมนี้
ตัวแทนจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ตั้งคำถามในที่ประชุมถึงมาตรการรับมือของกรมชลประทาน ในกรณีเวิสเคสซิแนริโอ คือไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไวคือฝนยังคงตกน้อยในเดือนสิงหาคมจะทำอย่างไร
อธิบดีกรมชลประทาน บอกเพียงว่าหากประเมินใน 5 วันก็แน่นอนว่าจะมีฝนตก ก็ยังไม่น่าเป็นห่วง