ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ หรือ เขื่อนระบายน้ำพิมาย เจ้าหน้าที่ได้ปิดประตูระบายน้ำ ที่ระบายลงสู่ท้ายเขื่อนทั้ง 6 บาน ประตูที่ระบายลงส่งคลองส่งน้ำชลประทาน 2 บาน และประตูที่ระบายลงสู่ลำน้ำเค็ม จำนวน 3 บาน หลังจากที่ปริมาณน้ำวัดจากระดับพื้นเขื่อนมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 3 เมตร 88 เซนติเมตร ปริมาณน้ำที่อยู่ในระดับน้ำแล้ง ทั้งนี้ก็เพื่อทำการกักเก็บปริมาณน้ำไว้ในการอุปโภคบริโภคเท่านั้น
นายชิตชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 8 กล่าวว่า เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่กำลังจะเพาะปลูกข้าวนาปี ควรที่จะมีแหล่งน้ำสำรองเพื่อทำการเพาะปลูก แต่หากเกษตรกรรายใดที่ไม่มีแหล่งน้ำกักเก็บขอให้มีเลื่อนการเพาะปลูกออกไปและให้ติดตามข่าวสารจากทางหน่วยงานราชการหรือผู้นำชุมชน เนื่องจากปลายเดือนมิถุนายน ฝนทิ้งช่วงจะส่งผลให้ต้นข้าวของเกษตรกรที่จะกำลังเจริญเติบโตนั้นแห้งตายและสร้างความเสียหายแก่เกษตรกร
ขณะที่ชาวนาในเขตชลประทาน อำเภอเมืองพิจิตร ต้องนำเครื่องสูบน้ำทำการสูบน้ำกักตุนไว้ในแปลงนา ที่ทำการปลูกข้าวนาปี ไว้ เพื่อป้องกันความเสียหายจากฝนที่ทิ้งช่วง และ ชลประทานลดการระบายน้ำลง เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักทางตอนบนของภาคเหนือ มีปริมาณน้อยลงและลดการระบาย โดยเขื่อนสิริกิติ์มีลดการระบายจากเดิม 33 ล้านลูกบาศ์เมตร เหลือ 31 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนภูมิพล ลดการระบายจากเดิม 20 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือเพียง 17 ล้าน ล้านลูกบาศก์เมตร
นายสมยศ แสงมณี ผู้อำนวยการชลประทานพิจิตร ระบุว่าจากปริมาณน้ำในเขื่อน มีปริมาณน้อย และ ลดลง เนื่องจากการระบายน้ำช่วยเหลือเกษตรกรทำนา โดยปัจจุบัน สำนักงานชลประทาน ได้มีคำสั่งให้ลดการระบายน้ำจากเขื่อนลง จึงทำให้น้ำเข้าระบบชลประทานมีจำนวนจำกัด จึงขอเตือนเกษตรกรชาวนาในเขตชลประทาน ให้เลื่อนการทำนาออกไป เกรงน้ำจะไม่เพียงพอและให้เกษตรกร ที่ทำการเพาะปลูกข้าวไปแล้ว ใช้น้ำอย่างประหยัด
สำหรับจังหวัดพิจิตร มีพื้นที่ทำการเกษตรในเขตชลประทาน ที่มีอยู่ กว่า 1.8 แสนไร่ มีเกษตรกรทำนาไปแล้ว 1.7 หมื่นไร่ คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่และเหลือพื้นที่รอทำนา 1.5 แสนไร่ ที่ยังไม่มีน้ำทำนา