17 พ.ค.58 เมื่อเวลา 11.30 น. ในงาน พิธีรำลึกและสืบสาน 23 ปี พฤษภาประชาธรรม ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สภานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาเรื่อง อนาคตการปรองดองและสมานฉันท์สังคมไทยว่า การปรองดองและสมานฉันท์เป็นสิ่งที่คนไทยคาดหวัง ประเทศประสบกับความขัดแย้งมาหลายยุค โดยฉากแรกคือความขัดแย้งของชนชั้นนำตั้งแต่สมัยอยุธยา ฉากที่ 2 คือความขัดแย้งทางอุดมการณ์ มีการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์และมีกานิรโทษกรรมในที่สุด ฉากที่ 3 คือความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน เช่น เหตุการณ์ในเดือน พ.ค. ปี 35 และฉากที่ 4 คือยุคที่ผู้นำที่มีประชาชนบางกลุ่มสนับสนุนจำนวนมาก และประชาชนที่ไม่สนับสนุน ซึ่งในฉากสุดท้ายนี้มีผู้ประเมินความเสียหาย คาดว่ามีมูลค่ากว่า 3.3 หมื่นล้านบาท ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา
นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามความขัดแย้งในอดีตจบลงด้วยการที่ประมุขลงมาระงับความขัดแย้งและจบลงด้วยการนิรโทษกรรม แต่วิกฤตที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า สังคมเกิดความไม่ไว้วางใจในการนิรโทษกรรม ซึ่งหากจัดให้มีการเลือกตั้งและเข้าสู่ระบบการเมือง ความขัดแย้งเหล่านี้จะยังคงอยู่ ฉะนั้นคณะกมธ.ยกร่างฯ จึงจัดให้มีคณะกรรมเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ (คปช.) เพื่อแก้ไขความขัดแย้ง คือ 1. จัดตั้งคณะกรรมการ 15 คน โดยมีตัวแทนของทุกฝ่าย 2. สร้างความปรองดองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการนำแกนนำแต่ละฝ่ายมาตกลงกัน ที่เรียกว่า เกี๊ยะเซียะ 3. คปช. เป็นคนกลางประสานผู้นำในความขัดแย้ง 4. รายงานข้อเท็จจริง การละเมิดกฎหมาย และผู้เกี่ยวข้อง-ผู้กระทำ 5. คปช. มีหน้าที่เยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย 6. เสนอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษแก่บุคคลที่เกี่ยวกับการดำเนินการและผู้ได้สำนึกผิดต่อ คปช. แล้ว 7. คปช. ให้การศึกษาแก่ประชาชน สร้างเครื่องเตือนใจผลร้ายและความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก และ8. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สร้างการยอมรับกลุ่มคนหลากหลาย ดังนั้นคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆทั้งสิ้น เพราะพระราชกฤษฎีประกาศใช้กับทุกคนไม่ใช่เฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า คณะกมธ.ยกร่างฯ ไม่ได้แก้ไขเฉพาะความขัดแย้งเฉพาะหน้า เพราะชนชั้นจะเจรจากันได้วันนี้ แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนมั่งมี-คนไม่มี ยังอยู่ คำถามสุดท้าย คือจะสามารถแก้ไขได้สำเร็จหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ แต่สัญญาณที่เห็น คือ ทุกคนยังปราศจากความไว้วางใจ พรรคใหญ่ 2 พรรค ยังมีจุดยืนเดิม พูดภาษาเดิมเหมือน 8 ปี ที่ผ่านมา ไม่สร้างความหวังเท่าไหร่ ดังนั้นการสร้างความหวังที่ถูกต้อง คือ 1. คนที่เป็นผู้นำความขัดแย้ง จะต้องนำทุกคนเข้ามาและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม 2. ประชาชนที่เป็นเสียงเงียบต้องแสดงเจตจำนงให้ชัด ไม่ยอมรับความขัดแย้งที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและมิจฉาวาจา เพราะฉะนั้นความเงียบของคนไทยจะเป็นอุปสรรสำคัญอีกประการ 3. สื่อมวลชนยุติการเลือกข้าง วันนี้สื่อสารมวลชนหลายแห่งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์อยู่ในความขัดแย้ง ไม่ได้รายงานสาร แต่เป็นการรายงานความขัดแย้ง โดยการให้ข้อมูลข้างเดียว 4. สร้างความยุติธรรมในสังคม หากยังมี 2 มาตรฐาน การยอมรับด้วยสันติวิธีจะยังไม่เกิดขึ้น ควรสร้างความยุติธรรม คือ ไม่มีพรรคหนึ่ง-พรรคสองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เสื้อแดง-นกหวีด มีถูกบางส่วน ไม่ถูกบางส่วน นี่คือเงื่อนไขความสำเร็จความปรองดอง หวังว่าจะเป็นก้าวแรกในการปรองดองสมานฉันท์ ไม่ใช่แค่วาจาและอยู่ที่เดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโน ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กำลังกล่าวปาฐกถา ได้มีกลุ่มผู้หญิงจำนวน 4 คน ในนามกลุ่มเมล็ดพริก ได้เข้ามาชูป้ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อความว่า เนติบริกรตัวพ่อรับจ้างทำลายประชาธิปไตย ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2558 และ ไม่ปรองดองกับฆาตกรรม พร้อมได้อ่านแถลงการณ์ของกลุ่มว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภา 35 มีข้อเรียกร้องของสังคมในเวลานั้นที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้กองทัพเข้ามาสืบทอดอำนาจทางการเมือง และให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนที่ชัดเจน จนนำมาสู่การปราบปรามประชาชนทำให้มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก แม้หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว กองทัพจะถอยออกจากการเมืองแต่ไม่มีทหารคนใดถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเจตนารมณ์การต่อสู้ของประชาชนก็ได้หายไป และถูกลืมเลือนไปในที่สุด วันนี้เรามีรัฐบาลทหาร และคนที่ร่วมต่อสูู้่ในเหตุการณ์วันนั้น ได้เป็นคนทรยศต่ออุดมการณ์อย่างไม่น่าให้อภัย ดังนั้น ทางกลุ่มจึงข้อเรียกร้องให้รัฐบาล 1.ประกาศยกเลิก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2534 2.ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนในเหตุการณ์พฤษภา 35 3.นายกรัฐมนตรีและ ส.ว.จะต้องมาจากการเลือกตั้ง 4.ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ และ 5.กองทัพต้องไม่เข้ามาแทรกแซงการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตามขณะที่กลุ่มดังกล่าวแสดงออกและอ่านแถลงการณ์ กลุ่มญาติวีรชน ได้พยายามข้อร้องให้หยุดการแสดงออกดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับบรรยากาศการระลึกถึงวีรชน แต่กลุ่มดังกล่าวก็ยังเดินหน้าทำกิจกรรมต่อไป จนเจ้าหน้าที่เทศกิจต้องเข้าไปแย่งและฉีกทำลายป้ายข้อความของกลุ่มดังกล่าว แต่ทางกลุ่มก็ยังดำเนินการกิจกรรมจนจบ ก่อนแยกย้ายออกจากงาน โดยที่ไม่มีการควบคุมตัวแต่อย่างใด