หลายครั้งที่ผมไปยังสถานที่ต่างๆ ในเวียดนาม ผมจะต้องเจอกับปัญหาหนึ่งครับนั่นก็คือ ปัญหาในการสื่อสาร ทั้งการสนทนาและการอ่าน โดยเฉพาะเวลาไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแล้วคำบรรยายข้อมูลประกอบทุกอย่างมีแต่ภาษาเวียดนาม ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงเลือกพึ่งคนนำเที่ยวหรือไกด์ที่เป็นคนท้องถิ่นเพื่อคอยอธิบายและสอดแทรกเกร็ดความรู้ไปตลอดทางแต่ขึ้นชื่อว่าเป็นรายการสวัสดีอาเซียนแล้ว ผมจะจ้างไกด์ชาวเวียดนามทั่วไปก็คงจะไม่แปลกเท่าไหร่นักวันนี้ผมเลยลองเข้าไปค้นหาไกด์รูปแบบใหม่ๆ ของเวียดนามในอินเตอร์เน็ตดูครับ
หาไปหามาผมก็เจอเข้ากับเว็บไซต์ที่ชื่อว่า hanoikids.org ครับ เว็บไซต์ไกด์นำเที่ยวแห่งนี้อธิบายสรรพคุณว่าเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่บริหารกันระหว่างนักเรียนนักศึกษา มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงฮานอยเปิดมาตั้งแต่เมื่อ 9 ปีที่แล้ว และที่สำคัญไกด์ของที่นี่เป็นอาสาสมัครผู้ที่สนใจไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้นครับ
เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว ผมก็อยากจะรู้แล้วล่ะครับว่าไกด์อาสาสมัครของ Hanoi Kids จะเป็นอย่างไรบ้าง ผมจึงได้ส่งอีเมล์กรอกรายละเอียดเข้าไปง่ายๆอาทิ ชื่อ สัญชาติ วันและเวลาที่ต้องการ สถานที่ วิธีการเดินทาง และที่อยู่โรงแรม เป็นต้นหลังจากนั้นไม่นานทาง Hanoi Kids ก็ส่งอีเมล์ตอบกลับมา และนัดหมายวันเวลากันเป็นครั้งสุดท้ายครับ
และแล้ววันนี้ก็มาถึงครับ ช่วงบ่ายวันนี้ผมนัดเจอกับไกด์ของ Hanoi Kids ที่สถานท่องเที่ยวซึ่งเป็น1 ใน 8 มรดกโลกของเวียดนาม และมรดกโลกแห่งนี้ก็สามารถเดินทางได้ง่ายเนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางกรุงฮานอยเลยที่แห่งนี้ก็คือพระราชวังเก่าและป้อมปราการจักรพรรดิแห่งทังลอง โบราณสถานอายุเก่าแก่นับพันปีครับ
วันนี้ไกด์ของผมมาเป็นแพ็คคู่ครับนั่นก็คือ น้องฟาม ธู เฟืองและน้องเล ถุ่ย เลียน อายุ 19 ปี ซึ่งหลังจากพบปะแนะนำตัวกันเล็กน้อยน้องๆ ทั้งสองคนก็พาผมไปเยี่ยมชมประตูพระราชวังเก่าครับ
พระราชวังทังลองแห่งนี้ เป็นราชวังหินแห่งเดียวที่เหลืออยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครับสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หลีเวียตเพื่อประกาศเอกราชของอาณาจักรด๋ายเวียตซึ่งเป็นชื่อของอาณาจักรเวียดนามในสมัยโบราณโดยทั้งหมดถูกสร้างขึ้นทับป้อมปราการเดิมของจีนตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 7 ที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองและการทหารติดต่อกันนานกว่า1,300 ปี สะท้อนอารยธรรมในเขตลุ่มแม่น้ำแดงตอนล่างที่ตั้งอยู่ระหว่างอิทธิพลของอาณาจักรฮั่นหรือประเทศจีนในปัจจุบันและ อาณาจักรจามปาอันสาบสูญซึ่งอยู่ทางใต้ครับ
ส่วนประตูนี้น้องๆ เรียกว่าประตูแห่งรุ่งอรุณครับ เป็นทางเข้าหลักไปสู่ตัวพระราชวังแต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีประตูอยู่หลายบาน น้องๆ บอกผมว่า 3 บานตรงกลางมีไว้สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารเท่านั้นครับขณะที่ประตูข้างๆ มีไว้สำหรับสามัญชนทั้งชาวเวียดนามและชาวต่างประเทศครับ
เมื่อเดินไปรอบๆ ผมบอกได้คำเดียวครับว่าน่าเสียดายที่พระราชวังอันใหญ่โตโอฬารกลับหลงเหลือเพียงสิ่งปลูกสร้าง 2 อย่างเท่านั้น นั่นคือ ประตูวังและหอคอยส่วนพื้นที่โดยรอบก็กำลังอยู่ระหว่างการขุดสำรวจ ขณะที่สิ่งที่ขุดขึ้นมาได้แล้วก็ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ซึ่งอยู่ในอาคารใกล้เคียงครับ
นอกจากนี้ ผมยังโชคดีครับที่วันนี้ผมได้เจอกับนักศึกษากลุ่มใหญ่ที่แต่งตัวสวยงามมากันเป็นกลุ่มโดยผู้ชายใส่สูทแบบสากล ขณะที่ผู้หญิงสวมชุดอ๋าวหญ่ายสีชมพูสดและขาว ซึ่งน้องเฟืองและน้องเลียนก็บอกผมว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อถ่ายรูปรุ่นกันก่อนจบการศึกษาครับ ซึ่งโดยปกติแล้ว นักศึกษาก็มักจะเลือกเอาสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองมาเป็นที่ถ่ายรูปกันและที่นี่ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยล่ะครับ
ต่อจากนั้นน้องเฟืองและน้องเลียนพาผมเดินฝ่าสายฝนที่ตกปรอยๆไปยังอีกหนึ่งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ ซึ่งก็คือ จัตุรัสบาดิ่งห์ จุดศูนย์กลางหน่วยราชการของประเทศครับ
น้องเลียนบอกผมว่าบาดิ่งห์ในภาษาเวียดนามแปลว่าอพาร์ตเม้นท์แบบคอมมิวนิสต์ 3 หลังครับ ซึ่งจริงๆ แล้วนี่คือชื่อของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากกรุงฮานอยออกไปประมาณ100 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในสถานที่แรกๆ ที่ชาวเวียดนามลุกฮือขึ้นต่อต้านฝรั่งเศสดังนั้น เมื่อท่านโฮจิมินห์ได้ประกาศอิสรภาพในปี 1945 แล้ว ท่านก็ได้ตั้งชื่อจัตุรัสแห่งนี้ว่าบาดิ่งห์ นั่นเองครับ
เห็นน้องๆ ทั้ง 2 คนคล่องแคล่วขนาดนี้ ก่อนกลับผมเลยขอพาน้องๆ ไปนั่งคุยกันซักหน่อยว่าทำไมถึงสนใจมาเป็นไกด์อาสาสมัครกับชมรมนี้
สถานที่ที่น้องๆ แนะนำผมก็คือร้านกาแฟของคุณซาง หรือที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จักกันในนามร้านกาแฟไข่เมนูกาแฟใส่ฟองครีมไข่เนียนนุ่มอันขึ้นชื่อของที่นี่ครับ ปัจจุบันร้านเปิดมาได้นานเกือบ 70 ปีแล้ว เจ้าของร้านในตอนนี้จึงเป็นรุ่นที่2 ชื่อว่าคุณฮวาครับ
หลังจิบกาแฟกันเรียบร้อย คราวนี้ก็ได้เวลามานั่งจับเข่าคุยกันแล้วครับน้องเฟืองกับน้องเลียนบอกว่าจนถึงขณะนี้มีสมาชิกชมรม Hanoi Kids แล้วกว่า 400 คน แต่ถ้านับเฉพาะคนที่ยังร่วมกิจกรรมกับชมรมบ่อยๆ จริงๆ จะมีประมาณ100 กว่าคน ซึ่งสมาชิกทั้งหมดจำเป็นต้องกำลังศึกษาอยู่มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ครับส่วนในด้านการทำงานนั้น ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงมีคนตอบอีเมล์ได้รวดเร็วขนาดนี้และกระบวนการการทำงานของชมรมเป็นอย่างไรบ้าง สองสาวตอบผมมาว่าอย่างนี้ครับ
เลียนบอกว่าเธอมักจะออกมาเป็นไกด์สัปดาห์ละครั้ง ขณะที่เฟืองจะมากกว่าอยู่ที่ 2-3 ครั้ง ผู้ที่สนใจส่วนใหญ่มักจะมาจากฝั่งตะวันตกครับทั้งออสเตรเลีย สหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป ซึ่งแน่นอนว่าในการทำงานก็ต้องเจอกับปัญหาบ้างเป็นธรรมดาครับ
ทั้งคู่บอกว่าเด็กเวียดนามสมัยนี้สนใจเรียนรู้ภาษาอังกฤษกันมากขึ้นโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆครับ แต่ภาษาที่ดูจะมาแรงจริงๆ กลับเป็นภาษาในเอเชียอย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีมากกว่าส่วนภาษาไทย ทั้งเฟืองและเลียนก็แบ่งรับแบ่งสู้ บอกว่าก็น่าสนใจ ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจได้เจอกับทั้งสองคนพูดภาษาไทยก็เป็นได้ครับ
การทำงานของชมรม Hanoi Kids นอกจากสมาชิกทุกคนจะได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมของจริงฝึกฟังสำเนียงของชาวต่างชาติจากทั่วโลกแล้ว ในทางกลับกัน ชมรมนี้ก็เป็นการช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไปในตัวด้วยครับเพราะนักท่องเที่ยวจะได้เจอกับผู้ที่รู้จริง สามารถอธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้ ทำงานด้วยใจไม่หวังกำไร เห็นแบบนี้แล้วก็ดีใจแทนคนเวียดนาม ที่มีคนรุ่นใหม่ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมอันดีงามให้โลกได้รู้จักครับ