น.ส.หรรษา เปิดเผยว่า การเข้ามอบตัวในครั้งนี้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากตัวเองไม่เคยหลบหนี แต่ที่ไม่อยู่ในบ้านพักก่อนหน้านี้ เพราะมีธุระที่ จ.สุราษฎร์ธานี และหลังจากเสร็จธุระระหว่างทางที่จะกลับกรุงเทพฯ ได้เห็นข่าวว่าตนถูกออกหมายจับในคดีแชร์ลูกโซ่ของบริษัทยูฟันด้วย ซึ่งยอมรับว่าตกใจมาก และจึงตัดสินใจเข้ามอบตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ในส่วนกรณีที่เอกสารระบุว่า ตนเป็นผู้ถือหุ้นหรือเกี่ยวข้องกับบริษัท ยูฟันนั้น เกิดจากการที่ น.ส.ณมนพรรณ์ ธาราบัณฑิต ซึ่งเป็นพี่สาว ขอสำเนาบัตรประชาชนไป โดยในครั้งแรกที่ให้ไป ตนไม่ทราบว่านำไปทำอะไร และไม่ได้เอะใจ เนื่องจากเป็นพี่สาวแท้ๆ เพิ่งจะมาทราบภายหลังว่า น.ส.ณมนพรรณ์ นำไปเปิดพอร์ตในบริษัท ยูฟัน ทั้งยังใช้ชื่อตนเป็นหุ้นส่วนในการเปิดบริษัท ยูฟัน ประเทศไทยอีกด้วย แต่ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องราวตามมาภายหลัง แต่ยอมรับว่าเมื่อกลางปีที่แล้วเคยไปฟังบรรยายเกี่ยวกับธุรกิจที่บริษัท ยูฟัน สโตร์ สำนักงานใหญ่ ย่านบางนา แต่ไม่สนใจจึงไม่ได้เข้าร่วมธุรกิจ ทั้งนี้ ตนเคยไปช่วยงานน.ส.ณมนพรรณ์ เนื่องจากน.ส.ณมนพรรณ เป็นแม่ข่าย ดังนั้นจึงมักเดินทางไปเป็นวิทยากรบรรยายธุรกิจบ่อยครั้ง รวมทั้งตนยังเปิดบัญชีธนาคารในชื่อตนเองให้กับน.ส.ณมนพรรณ์ ในการใช้โอนเงินเข้าบริษัทยูฟัน แต่รายละเอียดของบัญชี รหัส รวมถึงข้อความและเอกสารการโอนเงินเข้าและออก น.ส.ณมนพรรณ์ เป็นผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียว ตนไม่เคยได้รับเงินหรือข้องเกี่ยวใด ทั้งนี้ขอยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางบริษัทแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพบเอกสารการโอนเงินมูลค่า 5 แสนบาท ซึ่งระบุชื่อ นายศิริชัย พลีการ นั้น น.ส.หรรษา กล่าวว่า เงินเหล่านั้นเป็นเงินจากการประกอบธุรกิจของสามี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว ซึ่งตนและสามีประกอบธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือในห้างบิ๊กซี ย่านสะพานใหม่ มานาน 13 ปี รวมทั้งขายเครื่องมือทางการแพทย์ และรับเหมาก่อสร้าง โดยล่าสุดสร้างอพาร์ทเม้นท์ 5 ชั้น มูลค่า 18 ล้าน ย่านรัชโยธิน ในส่วนของการพบอีเมลกว่า 10 อีเมลนั้น เป็นเพราะใช้ในการติดต่อสื่อสารกับสมาชิกในกลุ่มธุรกิจของตน ซึ่งขอปิดเป็นความลับ เนื่องจากไม่เกี่ยวกับคดีดังกล่าว
พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวว่า การดำเนินงานในคดีนี้เป็นการร่วมกันทำงานจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ฯลฯ ซึ่งได้มีการสอบปากคำอย่างละเอียด พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจน และจะมีการทำงานแบบบูรณาการกับทุกหน่วยงาน โดยเมื่อวันที่ 16 เมษายน ทางตำรวจได้มีการประสานไปยังตำรวจประเทศมาเลเซีย ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันตลอด ขณะที่ในส่วนของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทางอัยการสูงสุด และกองการต่างประเทศ กำลังแปลสำนวนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนำส่งออกไปยังประเทศที่มีสนธิสัญญา โดยในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะมีความคืบหน้า นอกจากนี้ ทาง ปคบ.ได้ประสานทาง ตม.เพื่อตรวจสอบผู้เข้าและออกประเทศตามด่านต่างๆ และยืนยันขอให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อสามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด
ยืนยันว่าทางตำรวจจะไม่มีการปิดเว็บไซต์ของบริษัท ยูฟันเด็ดขาด เนื่องจากหากปิด ทางบริษัทจะอ้างว่า เพราะตำรวจปิดเว็บทำให้ต้องหนี และไม่สามารถจ่ายเงินให้กับสมาชิกได้ ดังนั้น ผมต้องการทำให้รู้ว่าถ้าบริษัทล้ม ก็ล้มและไม่มีเงินจ่ายสมาชิก เป็นเพราะตัวพวกคุณเอง ไม่ใช่ตำรวจปิดเว็บคุณ ผู้ช่วย ผบ .ตร.กล่าว
ขณะที่ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวะกุล ผอ.ส่วนตรวจ 2 สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ และศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ ดีเอสไอ กล่าวว่า ทางดีเอสไอจะช่วยสนับสนุนข้อมูลในคดีดังกล่าว เนื่องจากทางดีเอสไอเก็บข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่แล้ว โดยจะยังไม่รับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากทางตำรวจเป็นเจ้าของคดี และมีอำนาจในคดีเด็ดขาด จึงขอช่วยในเรื่องของข้อมูลเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม หากมีอะไรให้ช่วยเหลือ ตำรวจสามารถประสานมาได้ทุกเวลา