ยังไม่ทันข้ามวัน ก็มีรายงาน ว่า ตำรวจล๊อคตัว ด.ต.ขาญชัย ได้จากบ้านหลังหนึ่ง ในแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว และได้ควบคุมตัวข้ามแดนมาดำเนินคดีในฝั่งไทย ขณะที่ตำรวจภูธรภาค 4 นำตัวนายปัญจ๋า ชารีแสน มือปืนไปทำแผน ที่จุดรับเงินค่าจ้างยิง จากดาบตำรวจชาญชัย เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่หน้าวัดสว่างบัวราพา ก่อนนำตัวกลับไปควบคุมในค่ายทหารตามเดิม
โดยนายปัญจ๋าขับรถกระบะโตโยต้า 4 ประตู สีดำ ทะเบียน กค 8584 กาฬสินธุ์ มารับเงินจากดาบตำรวจชาญชัย ซึ่งหลังจากนี้ ตำรวจจะนำตัวนายปัญจ๋าไปที่บ้านในจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อทำแผนจุดนำปืนที่ใช้ก่อเหตุออกมาจากบ้าน.
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวด้วยว่า สำหรับการเข้าตรวจค้นบ้านพัก และที่สถานที่ทำงานของนักธุรกิจผู้กว้างขวางในจังหวัดอุดรธานี ถือเป็นการปฏิบัติตามภารกิจของฝ่ายสืบสวน เมื่อเกิดคดีขึ้นจะมีการกำหนดจุดเป้าหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่นั้นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ส่วนประเด็นการสังหาร พระบัณฑิต ที่ตำรวจให้น้ำหนักไปในเรื่องชู้สาว เป็นสำคัญนั้น ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง ตามพยานหลักฐาน โดยยังไม่สรุปว่ามีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนยังคงลงพื้นที่ทำงานอย่างเข้มงวด เพื่อติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี และขยายผลหาตัวผู้บงการในคดีนี้อย่างต่อเนื่อง