หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องคดีที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการรับจำนำข้าว และนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 19 พ.ค.นี้
คุณยิ่งลักษณ์ ก็ได้เขียนข้อความผ่านเฟซบุค ยืนยันว่าที่ผ่านมา ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนโครงการรับจำนำข้าว ก็เป็นนโยบายที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้รัฐบาลเพื่อไทย เข้ามาดำเนินการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา พร้อมตั้งข้อสังเกตุเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา แต่ส่วนตัวเธอก็หวังว่า ในชั้นศาลฎีกาฯจะมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง
ด้านอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน รองหัวหน้าคณะทำงาน สุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล บอกว่า วันนัดพิจารณาคดีครั้งแรก อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องเดินทางมาศาล เพราะเป็นข้อกำหนดของการพิจารณา ซึ่งจะมีการบรรยายฟ้องของฝ่ายโจทก์ และเปิดให้ฝ่ายจำเลย โต้แย้ง แต่หากอดีตนายกฯ ไม่เดินทางมา ศาลก็จะพิจารณาออกหมายจับเพื่อให้นำตัวจำเลยมาศาล แต่ทีมทนายความ นรวิชญ์ หล้าแหล่ง ยืนยันว่าคุณยิ่งลักษณ์ จะไปศาล19 พ.ค.นี้แน่นอน
ขณะที่ประธาน ป.ป.ช.ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ บอกว่า หากอัยการสูงสุด อ้าง ป.ป.ช.เป็นพยานโจทก์ ป.ป.ช.ก็ยินดี เพราะในส่วนของ ป.ป.ช.จะต้องทำงานร่วมกับ อสส.ในขั้นตอนต่างๆ อยู่แล้ว ส่วนในวันที่ 19 พ.ค.ซึ่งเป็นวันที่ศาลต้องอ่านคำฟ้องให้จำเลยรับทราบนั้น เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องมาฟังศาลอธิบายและอ่านคำฟ้อง ด้วยตนเอง
ประธาน ป.ป.ช.ยังพูดถึงคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ของนายบุญทรงเตริยาภิรมย์ อดีต รมต.พาณิชย์และพวก ที่ อสส.ส่งฟ้องไปยังศาลฎีกาฯ ว่า ลักษณะกระบวนการยื่นฟ้องค ดีเหมือนกับคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์
แต่มีความผิดเพิ่มในส่วนของคดีแพ่งเข้ามาเป็นเงินจำนวน 35,000 ล้านบาทเนื่องจากมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้วประมูล ที่มีบทลงโทษให้ชดเชยมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากมูลค่าและสัญญาที่พบว่ามีการฟ้องร้องว่าทุจริต ในอัตราร้อยละ 50 ของความเสียหายทั้งหมด