คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. จัดงานสัมมนารับฟังความเห็นของประชาชนในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อการปฏิรูปการเมือง โดยมีผู้แทนพรรคการเมือง,นักวิชาการ,ภาคประชาชนเข้าร่วม
รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง คนที่1 ดิเรก ถึงฝั่ง กล่าวเปิดสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนในการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง ว่า ขณะนี้รัฐธรรมนูญร่างแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมี 315 มาตรา ซึ่งมีบางประเด็นที่กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองไม่เห็นด้วย จึงอยากรับฟังความเห็นจากประชาชน รวมถึงนักการเมืองผู้มีประสบการณ์ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาแปรมติ ในเดือนเมษายน
โดยงานสัมมนาวันนี้มีผู้แทนพรรคการเมือง เช่น รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ / หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สุรทิน พิจารณ์ / หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตย และอดีตแกนนำ กปปส. สมศักดิ์ โกศัยสุข รวมถึงนักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชนเข้าร่วม
นายจุรินทร์ บอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีลักษณะ 3 ประการ คือ พัฒนาระบบรัฐสภา หรือประชาธิปไตยรัฐสภาอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ประเทศไม่ใช่เฉพาะกลุ่ม สิ่งที่สร้างปัญหาต้องไม่นำกลับมาใช้ เพราะจะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง และการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่จำเป็นต้องใหม่ทุกเรื่อง อะไรที่ดีก็ให้คงไว้ ปรับปรุงเฉพาะเรื่องที่จำเป็น โดยนำรัฐธรรมนูญ ปี 40 ซึ่งเป็นที่ยอมรับเพราะเป็นฉบับของประชาชนที่สุดมาเป็นฐาน
ทั้งนี้เชื่อว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนาดี แต่ควรคำนึงถึงความจริง รับฟังผู้ปฏิบัติและผู้มีประสบการณ์ ไม่ใช่อิงทฤษฎีอย่างเดียวเช่น การที่ ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้น ในอดีตกลายเป็นผู้สมัครอิสระขายตัว การเพิ่มกลุ่มการเมืองให้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ จะทำให้เป็นสองมาตรฐาน การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากนายกรัฐมนตรีแพ้มติ สภาต้องยุบไปด้วย เป็นการเขียนเพื่อปกป้องนายกฯให้ถูกอภิปรายยาก การถอดถอน ที่ให้สองสภาลงมติ โดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง จะทำให้นายกและครม. ไม่มีวันถูกถอดถอน
สุดท้ายระบบเลือกตั้งที่ใช้ระบบopen list จะทำให้พรรคเดียวกันแข่งกันเอง ระบบการเมืองจะสับสนวุ่นวายทะเลาะกันเอง และทำลายระบบพรรคการเมืองโดยไม่ได้ตั้งใจ
ขณะที่นายสมศักดิ์ โกศัยสุข บอกว่า การเลือก สส. ควรใช้แบบเขตจังหวัด คือเลือกแบบใช้สัดส่วนประชากร 1 คน ต่อ 1 เสียง การเลือกสส แบบบัญชีรายชื่อ ควรใช้เขตประเทศ แบบการเลือกส.ว. ปี 40 และให้กกต. จัดการเลือกตั้งเองทั้งหมด ส่วนการถอดถอน ควรให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ถอดถอน พร้อมเชื่อว่าหากแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวยได้ จะไม่มีใครทะเลาะกับใคร
ทั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง จะพยายามจัดสัมมนาทั่วทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อระดมความคิดเห็นของประชาชนมาประกอบการพิจารณา ซึ่งวันนี้จะจัดเวทีเพื่อให้ทุกคนทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นอย่างเต็มที่