เมื่อวันที่ 26 ก.พ. เวลา 11.00น.ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีมติเสียงข้างมากด้วยการหยั่งเสียงเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 แต่บุคคลที่จะมาเป็นนายกฯไม่จำเป็นต้องเป็นสส.
ทั้งนี้ บรรยากาศการประชุมของคณะกมธ.ยกร่างฯเกี่ยวกับนายกฯที่มาจากคนนอกที่ไม่ได้เป็นสส.เป็นไปอย่างเข้มข้นมากกว่า 1 ชั่วโมง โดยการอภิปรายของคณะกมธ.ยกร่างฯสามารถแบ่งได้ออกเป็น 4 ฝ่าย ได้แก่ 1.ฝ่ายที่เห็นว่าควรให้นายกฯคนนอกดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 ปี แต่สามารถดำรงตำแหน่งต่อได้อีก 2 ปีโดยต้องมีมติจากสภาฯรับรอง 2.ฝ่ายที่เห็นว่าควรให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่ลงสมัครหาเสียงเป็นบุคคลที่สมควรเข้ารับการเลือกจากสภาฯให้เป็นนายกฯ 3.หากจะให้ประเทศไทยมีนายกฯจากคนนอก ควรให้สภาฯมีมติ 2ใน3 จากสส.ทั้งหมด 470 คนเพื่อให้ความเห็นชอบ และ4.ฝ่ายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายเลขานุการคณะกมธ.ยกร่างฯนำเสนอ
สำหรับร่างรัฐธรรมนูญว่าที่ด้วยการเลือกนายกฯที่ฝ่ายเลขานุการคณะกมธ.ยกร่างฯนำเสนอ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯให้ความเห็นชอบ มีสาระสำคัญ คือ การไม่กำหนดให้นายกฯต้องเป็นสส.เหมือนกับรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 โดยกระบวนการเลือกนายกฯนั้นสภาฯต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก
การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีสส.รับรองไม่น้อยกว่า1ใน5ของจำนวนสส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาฯรับรอง โดยมติของสภาฯที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลให้เป็นนายกฯต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาฯและต้องลงคะแนนแบบเปิดเผยผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯขณะนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญหมวดคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับคุณสมบัติของรัฐมนตรี