น.ส.เอ เล่าว่า เมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนอาศัยอยู่ย่านบึงกุ่ม ได้รับแจ้งจากแม่เพื่อนที่อยู่ย่านสายไหม ว่าตอนนี้เพื่อนของตนเสพยาหนัก อยากพาไปรักษา ตนจึงรีบเดินทางมาหา พร้อมกับพากันไปแจ้งความที่ สน.สายไหม เพื่อแจ้งความสมัครใจเข้ารับการบำบัด โดยได้ลงบันทึกประจำวันกับดาบตำรวจนิมิต เสมียนเวร ระหว่างที่พูดคุยกัน ตำรวจคนดังกล่าวได้ขอเบอร์โทรศัพท์มือถือตน พร้อมทั้งชวนคุยต่าง ๆ นานา เมื่อทำเรื่องเสร็จ ตนเองจึงได้พาเพื่อนเดินทางกลับบ้าน เพื่อไปเตรียมตัวไปทำการบำบัดต่อ ระหว่างเดินทางดาบตำรวจนิมิต ได้โทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่าในบันทึกที่เขียนให้ลงวันที่ผิด ขอให้กลับมาแก้ด้วย โดยบอกว่าให้ตนเดินทางกลับมาที่ สน.สายไหม เพียงคนเดียว ตนจึงรีบนั่งรถจยย.รับจ้าง กลับมาเพื่อแก้เอกสาร เมื่อแก้เสร็จแล้ว ดาบตำรวจนิมิต ได้อาสาพาไปส่งบ้าน ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาเข้าเวร ตนได้พยายามปฎิเสธ แต่ถ็ถูกคะยั้นคะยอ อ้างว่าเป็นห่วงตนเห็นว่าจะมืดค่ำแล้ว ตนจึงยอมขึ้นรถไปด้วยเพราะเห็นว่าเป็นตำรวจคงไม่มีอันตรายอะไร
ระหว่างทางออกจาก สน.สายไหม ดาบตำรวจนิมิต พยายามที่จะเลี้ยวรถลัดเลาะเข้าซอย หนูก็ถามว่ามาผิดทางรึป่าว เค้าก็ตอบว่า เป็นทางลัด อยู่ดี ๆ เค้าก็พูดว่าขอเป็นแฟนกับหนู หนูเองก็ตกใจมาก ขอลงจากรถ เค้าก็จอดรถสูบบุหรีข้างทาง และบอกให้หนูใจเย็น ๆ เมื่อคุยกันได้สักพักเค้า ก็บอกว่าจะขอไปส่งบ้าน แต่ออกรถได้สักพักกลับเลี้ยวเข้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ภายในซอยสายไหม 56 หนูตกใจรีบเปิดประตูจะวิ่งลงจากรถ แต่เค้าก็คว้าแขนหนูเอาไว้ พร้อมกับยื้อยุดฉุดกระชากจนเสื้อหนูขาด พอหลุดมาได้ ก็วิ่งออกมาจากโรงแรม แต่เค้าก็ยังขับรถไล่ตาม พอดีมีรถแท๊กซี่ผ่านมา จึงรีบเรียกและกระโดขึ้นรถจนหนีมาได้ หลังเกิดเหตุตนตกใจมาก ได้เข้าแจ้งความเรื่องที่เกิดขึ้นที่สน.ลาดพร้าว ก่อนตัดสินใจเข้าขอความเป็นธรรมต่อมูลนิธิปวีณาฯ น.ส.เอ เล่า
น.ส.เอ เล่าต่ออีกว่า ภายหลังพนักงานสอบสวนสน.สายไหม ได้เรียกตนไปพูดคุย ตนจึงเดินทางไปที่โรงพักพร้อมกับพี่สะไภ้และแม่ ทางตำรวจได้เจรจาขอให้ยอมความ โดยมีการนำภาพวงจรปิดจากทางโรงแรมมาเปิดให้ดู ซึ่งเป็นรถของดาบตำรวจนิมิต กำลังเลี้ยวเข้าไปในโรงแรม สักพักก็เห็นตนวิ่งออกมาจากโรงแรม ทางตำรวจได้บอกว่าภาพที่เห็นได้มาจากโรงแรมดังกล่าว ซึ่งเป็นของกต.ตร.คนหนึ่ง ซึ่งถ้าเค้าจะไม่ให้ก็ได้ จะแจ้งเอาผิดอะไรได้ จากนั้นภรรยาและลูกของดาบตำรวจนิมิต ได้เข้ามาพูดกับตน พร้อมกับร้องห่มร้องไห้ โดยบอกว่าสามีถึงจะเป็นคนไม่ดี ตบตีเมียเป็นประจำ แต่ก็ขอให้เห็นแก่ลูกของเค้าด้วยเถอะ อย่าเอาเรื่องอะไรเลย ซึ่งตนก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หากปล่อยไว้อาจจะไปทำแบบนี้กับคนอื่นอีกจึงยืนยันที่จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ต่อมาก็มีรองผกก.คนหนึ่งเรียกตนไปคุยที่ห้องทำงาน พร้อมกับบอกว่า เรื่องแค่นี้จะทำเป็นเรื่องใหญ่ทำไม เสื้อที่ขาดจะตัวสักกี่บาทกัน จะไปร้องเรียนที่ไหนก็เชิญ ซึ่งทำให้ตนเสียความรู้สึก และเสียใจเป็นมาก เพราะไม่คิดว่าตำรวจที่เป็นที่พึงของประชาชนจะเป็นแบบนี้ แล้วประชาชนจะไปพึ่งใครได้
ด้านนางปวีณา กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ตำรวจซึ่งเป็นที่พึ่งของประชาชน กลับทำผิดเสียเอง เมื่อรับเรื่องไว้แล้วได้ประสานกับพ.ต.อ.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผกก.สน.สายไหม ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและความเป็นธรรมกับผู้เสียด้วย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาผู้เสียหายได้นำเงิน จำนวน 20,000 บาท ที่ฝ่ายดาบตำรวจนิมิต ยัดใส่มือให้เพื่อขอไม่ให้เอาเรื่อง หรือแจ้งความ โดยส่งคืนผ่าน พ.ต.ท.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี สวป.สน.สายไหม ที่มารับเรื่องแทน ผกก.สน.สายไหม โดยระบุว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย